
อุ้มกกร.ชนรัฐ ฝ่ายค้านถล่มนายกฯ
วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“วิโรจน์” ได้ทีอัดหน่วยงานรัฐใช้อำนาจข่มขู่ภาคเอกชน หลังกกร.ออกมากางโพลทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมผิดหวังการแสดงท่าของ “นายกฯ-สุชาติ”เป็นปรปักษ์ปราบโกง จี้เร่งแก้กฎหมายป.ป.ช.ขณะที่รัฐบาลออกโรงโต้ ปชน. ยืนยันไม่เคยให้ท้ายฟ้องปิดปาก แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงเช่นเดียวกับประชาชนหากเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐที่รับสินบนมากที่สุด10 อันดับ แต่หน่วยงานรัฐที่ถูกพาดพิงเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน
โดยนายวิโรจน์ ระบุตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
อัดหน่วยงานรัฐวางอำนาจข่มขู่กกร.
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตัวเอง ตนเชื่อว่า กกร.พร้อมจะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว
“ข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร.บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร.ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่ารัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ”นายวิโรจน์ กล่าว
ผิดหวังนายกฯ-เฮ้งปรปักษ์ปราบโกง
พร้อมระบุว่า ที่น่าผิดหวังอย่างมากก็คือการที่นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร.
นายวิโรจน์ ระบุต่อไปว่า ที่น่าผิดหวังไปกว่าคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก
ประกาศพร้อมยืนเคียงข้าง กกร.
“อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งในมาตรา 131-135ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ”นายวิโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ ตนขอให้กำลังใจและพร้อมยืนเคียงข้างกกร.รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หรือACTตนยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย
รบ.โต้’ปชน.’หาว่าฟ้องปิดปาก
ด้านน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอกสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมากล่าวโจมตีนายกฯในลักษณะให้ท้ายหน่วยงานรัฐฟ้องปิดปาก กกร.ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจมีการตีความที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง
น.ส.ลลิดา ชี้แจงว่านายกฯ ไม่เคยสนับสนุนให้มีการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งผู้เปิดโปงข้อมูลหรือปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ได้อธิบายหลักการพื้นฐานว่า หากมีการกล่าวหาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง จนสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคล หน่วยงานนั้นย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงและข้อเท็จจริงของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
“การใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้ององค์กร ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการฟ้องปิดปากโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี”น.ส.ลลิดา กล่าว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกฯได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลหรือดัชนีบางประเภทที่จัดทำโดยองค์กรภายนอก เป็นการสะท้อน “ความรู้สึก” หรือ perception จากแบบสอบถาม ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการสะท้อนความคิดเห็นของสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมาย หรือเป็นหลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าหน่วยงานใดกระทำผิดได้ทันทีการนำข้อมูลเชิง perception ไปสรุปว่าหน่วยงานใดทุจริตโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสหรือความรู้สึก อาทิ การขยายผลจับกุมและปลดนายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการจัดระเบียบและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน
“รัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนก็ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
และว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่รอบด้าน เพื่อสร้างบรรยากาศการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม
‘พท.’เร่งหาแนวทางแก้รธน.
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพูดคุยในคณะทำงานของพรรคฯ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคฯ ว่าเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรต่อ ใน 2ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้ร่างแบบเดิมของพรรคฯ ที่ให้แต่ละจังหวัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบหรือไม่ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น สสร. หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
เตรียมขอเสียงหนุนเสนอร่าง
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือเรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งเชิงหลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวมต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรคิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ดังนั้นใครคิดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยหลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมืองจะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อนถึงจะมีผลสรุปออกมาว่าพรรคฯจะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหารเข้าใจว่าจะให้เดินหน้าต่อ
ปชน.รำลึก34 ปีพฤษภา 35
วันเดียวกันที่ ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535
โดยนายวิโรจน์ วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ก็ทำให้ตน และประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว
สบช่องปลุกกระแสแก้รธน.
“เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขเอาไว้ และเมื่อสักวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้ จากเงื่อนไขที่ตนเองได้สร้างเอาไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง”นายวิโรจน์ กล่าว
‘ศุภมาส’ผู้แทนรัฐบาลร่วมพิธี
ขณะที่น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม โดย กล่าวว่า รัฐบาลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงพลังและเจตจำนงของประชาชนในการยึดมั่นหลักนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชน
ผู้แทนรัฐบาลกล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่คุณค่าและบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมยังคงมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของเหตุผล ความเข้าใจ และการรับฟังซึ่งกันและกัน
ย้ำเจตนารมณ์สร้างพื้นที่ปรองดอง
น.ส.ศุภมาสกล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศโดยยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการพูดคุย สร้างความปรองดอง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติ เคารพความเห็นต่าง และธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ญาติวีรชน และองค์กรประชาธิปไตยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง