จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

19 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า จับตา ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “โตโต้ ปิยรัฐ” กรณีติดป้ายวิจารณ์ผูกขาดวัคซีนที่กาฬสินธุ์ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง

พรุ่งนี้ (20 พ.ค. 2569) เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564

ตำรวจเข้าแจ้งข้อหาในเรือนจำ แต่ถูกออกหมายจับอีก ก่อนศาลไม่ให้ประกันตัวชั้นสอบสวน ถูกคุมขัง 33 วัน

คดีนี้มี พ.ต.ท.แสงเพ็ชร หอมสมบัติ รองผู้กํากับการสืบสวน สภ.ยางตลาด เป็นผู้กล่าวหา โดยปิยรัฐถูกคณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าแจ้งข้อกล่าวหาขณะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีของทีม We Volunteer เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2564 ขณะสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2564 ยังเข้มข้น

ข้อกล่าวหาระบุว่าปิยรัฐได้ร่วมกับพวก จัดทำป้ายไวนิลเพื่อติดประกาศวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล แล้วใส่ข้อความที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ไปติดตั้งไว้ที่ต้นไม้และเสาไฟ รวมทั้งซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติบนเกาะกลางถนน บนถนนสายอำเภอยางตลาด-จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 7 แผ่นเรียงกัน ต่อมา มีการถ่ายภาพนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ -Piyarat Chongthep” และทวิตเตอร์ชื่อ “We Volunteer”

ต่อมา หลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่เขาถูกคุมขังอยู่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2564 ปิยรัฐได้ถูกตำรวจเข้าอายัดตัวตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงวันที่ 2 เม.ย. 2564 ก่อนส่งตัวไปยัง สภ.ยางตลาด เจ้าของคดี โดยมีข้อสังเกตว่าคณะพนักงานสอบสวนเข้าแจ้งข้อกล่าวหาปิยรัฐที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว ไม่น่าจะมีเหตุทางกฎหมายให้ตำรวจไปขอออกหมายจับ และไม่มีเหตุผลที่ศาลจะอนุญาตให้ออกหมายจับได้ อีกทั้งหมายจับดังกล่าวไม่มีการติ๊กระบุสาเหตุของการออกหมายจับใด ๆ

ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. 2564 คณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำปิยรัฐอีกครั้ง อ้างว่ากระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในวันที่ 30 มี.ค. 2564 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปิยรัฐไม่ยอมรับและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานสอบสวนเกรงว่ากระบวนการจะไม่ชอบ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาอีกครั้ง

ปิยรัฐโต้แย้งว่า เหตุที่ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากหลังการสอบปากคำผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำบันทึกคำให้การมาให้ตนอ่านและเซ็น แต่กลับนำแบบลายพิมพ์นิ้วมือมาและให้ตนพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่แจ้งใด ๆ เมื่อตนแจ้งผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ว่า ขออ่านบันทึกคำให้การก่อน แต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่า พนักงานสอบสวนนำเอกสารเดินทางกลับกาฬสินธุ์แล้ว ตนจึงไม่พิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารที่ไม่ทราบที่มาที่ไป

จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขังปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ และคำร้องคัดค้านการขอฝากขัง ก่อนศาลให้มีการเบิกตัวปิยรัฐไปศาล และให้ไต่สวนคำร้องขอฝากขัง

หลังการไต่สวน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง และไม่อนุญาตให้ประกันตัวปิยรัฐ โดยระบุว่า คดีที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอื่นอีกหลายคดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา ทำให้ปิยรัฐถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์

หลังจากนั้น ทนายความยังพยายามยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้อง และพยายามยื่นประกันตัวอีก จนในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 ศาลได้ให้ไต่สวนคำร้องขอประกันตัว จนวันที่ 5 พ.ค. 2564 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี และไม่มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามตัว (กำไล EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการประกันตัว ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวในคดีนี้ หลังถูกคุมขังไปรวม 33 วัน

ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. 2564 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ยื่นฟ้องปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยในการประกันตัว ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งการใช้อุปกรณ์ EM เป็นภาระเกินสมควรแก่จำเลย จึงอนุญาตให้ปลด EM ได้ แต่เงื่อนไขอื่นในการปล่อยชั่วคราวให้คงเดิม รวมปิยรัฐต้องติดกำไล EM ไปทั้งหมด 52 วัน

ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยร่วมติดต่อป้าย-โพสต์ข้อความ

คดีนี้เริ่มสืบพยานตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 อัยการโจทก์นำพยานเข้าสืบรวม 21 ปาก ใช้เวลาสืบ 6 นัด แต่ฝ่ายจำเลยไม่มีพยานเข้าเบิกความเลยแม้แต่ปากเดียว เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานจําเลย หลังปิยรัฐขอเลื่อนสืบพยาน 6 ครั้ง จากเหตุติดภารกิจประชุมสภาฯ ไม่สามารถมาศาลได้ 4 ครั้ง และจากเหตุจำเป็นของทนายจำเลยอีกรวม 2 ครั้ง

แม้ต่อมา ปิยรัฐได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยืนยันหลักฟังความสองฝ่าย ซึ่งควรให้โอกาสจําเลยได้นําพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ อันเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาประวิงคดี แต่ศาลก็ยกคำร้อง

โดยสรุปเนื้อหาการต่อสู้คดี จากการสืบสวนตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้ติดตั้งป้ายข้อความที่เกาะกลางถนน แต่รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งลักษณะเหมือนรถที่ปิยรัฐใช้ ทั้งพบว่าเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่โพสต์ภาพป้าย มีความเชื่อมโยงกับปิยรัฐ จึงเชื่อว่าปิยรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง

สำหรับความเห็นต่อข้อความบนป้ายนั้น พยานโจทก์มีความเห็นแตกต่างกัน ในส่วนประชาชนเห็นว่า เป็นเพียงข้อความไม่เหมาะสม ขณะพยานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีลักษณะหมิ่นประมาทกษัตริย์

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำ ติดตั้ง และโพสต์ภาพป้าย อีกทั้งข้อความในป้ายไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 แต่ไม่สามารถนำพยานเข้าเบิกความได้ อย่างไรก็ตาม ทนายจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ตามประเด็นดังกล่าวไว้

ต่อมาวันที่ 11 ต.ค. 2567 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษายกฟ้องคดี เห็นว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันว่า เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุหรือยืนยันว่าเห็นจำเลยเป็นคนติดตั้งแผ่นป้ายดังกล่าว การจะรับฟังพยานหลักฐานที่มีเพียงว่า รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งเป็นรถที่จำเลยเคยใช้ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า จำเลยเดินทางมาร่วมติดตั้งป้ายในบริเวณที่เกิดเหตุ มาพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่

ขณะเดียวกันก็ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่า เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตามฟ้องดังกล่าวเป็นของจำเลย และจำเลยเป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าวเอง รวมทั้งขณะที่จำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ เฟซบุ๊กดังกล่าวก็ยังมีการโพสต์ข้อความอยู่ แสดงว่าคนที่โพสต์ในเพจดังกล่าวอาจเป็นคนอื่นก็เป็นได้

พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นผู้ติดตั้งป้ายและโพสต์ภาพป้ายตามฟ้องเองหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางคือป้ายไวนิล 7 แผ่น และลวด 2 เส้น

ต่อมา อัยการศาลสูงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาด้วย ทำให้ยังต้องจับตาคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ ปิยรัฐถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 จำนวนทั้งหมด 3 คดี โดยในศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษา #ยกฟ้องทุกคดี นอกจากคดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังมีคดีจากการปราศรัยในการชุมนุม ” เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง” ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีจากการโพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายวีโว่ขายกุ้ง พาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์ ที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83639

Leave a comment