
ตัดกระเพาะ ทางลัดของคนขี้เกียจ ทางรอดสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิต?
วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.43 น.
เมื่อความตั้งใจลดน้ำหนักสู้ความหิวไม่ได้! ทำไมหลายคนพยายามลดน้ำหนักมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยสำเร็จ? เปิดความจริงเรื่อง “โรคอ้วน” พร้อมเจาะลึกการผ่าตัดกระเพาะ ที่หลายคนยังเข้าใจผิด ตัดกระเพาะแล้วมีโอกาสกลับมาอ้วนไหม? ต่อมหิวในร่างกาย ตัดออกได้จริงหรือ? กลุ่มเสี่ยงที่ หมอไม่แนะนำให้ผ่า! รายการ ON THE WAY WITH CHOM พูดคุยกับ “หมออาร์ท-นพ.ดนุพล อาษาพนม” ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้อง ไขข้อข้องใจไปพร้อมกัน
สถานการณ์เรื่องโรคอ้วนในประเทศไทยตอนนี้ถือว่าเยอะไหม ?
นพ.ดนุพล : ข้อมูลปัจจุบันเยอะขึ้นพอสมควรครับ มีการศึกษา เช่น ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สสส. หรือแม้กระทั่งของกรมการแพทย์ พบว่าโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินค่อนข้างเยอะ โรคอ้วนตัดที่ค่า BMI มากกว่า 25 ขึ้นไป หรือภาวะน้ำหนักเกินเป็นค่า BMI ที่อยู่ในช่วง 23-24.9 ค่อนข้างเยอะ พบว่ากลุ่มคนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน พบได้ประมาณสัก 40-45% ในกลุ่มคนไข้เด็ก เช่นอายุ 6-14 ปี ก็พบว่ามีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน มันจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณสัก 14-15% มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากอดีตนะครับ ด้วยความที่วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไป หาซื้อของซื้อของกินได้ง่ายขึ้น การไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักค่อย ๆ เยอะมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถพบโรคเบาหวานได้เร็วขึ้น สมัยนี้อายุ 20 ต้น ๆ เราเริ่มพบคนไข้ที่เป็นเบาหวานเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากลักษณะการกินที่เปลี่ยนไป เนื่องจากมีภาวะโรคอ้วนนะครับ
วิธีคำนวณ BMI แบบง่าย ๆ จะได้รู้ว่าเข้าข่ายอ้วนหรือเปล่า ?
นพ.ดนุพล : ค่า BMI (Body Mass Index) หรือค่าดัชนีมวลกาย จะเป็นค่าคำนวณ โดยอาศัยน้ำหนักที่วัดเป็นหน่วยกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงที่เป็นหน่วยเมตรแล้วก็ยกกำลัง 2 เช่น ของผม ส่วนสูง 184 ซม. น้ำหนัก 87 กก. BMI ประมาณ 25 หรืออาจจะใช้เส้นรอบวงในการวัดเอว เช่น ถ้าเกิดผู้ชายมีเส้นรอบเอวบริเวณสะดือ มากกว่า 90 ซม. ขึ้นไป หรือผู้หญิงที่มากกว่า 80 ซม. ขึ้นไปถือว่ามีโรคอ้วนลงพุงจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะดื้ออินซูลินตามมา
เปอร์เซ็นต์ Fat สักเท่าไหร่ถึงเข้าข่ายน่าเป็นห่วง ?
นพ. ดนุล : เกือบ ๆ 30 อันนี้น่าเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะไขมันที่อยู่ในช่องท้อง หรือ Visceral Fat กลุ่มไขมันพวกนี้จะมีอยู่หลัก ๆ 2 ที่ เช่น ไขมันใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งพวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ไขมันที่มีปัญหาคือไขมันที่สะสมในช่องท้อง เช่น ที่ตับ พวกนี้มันจะทำให้เกิดการอักเสบและทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินตามมา ซึ่งส่งผลเสียกับร่างกายในระยะยาวครับ
กว่าจะมาถึงมือคุณหมอก็อาจจะผ่านวิธีต่าง ๆ ที่จะลดน้ำหนัก ต้องทำอะไรมาบ้างคุณหมอถึงจะพิจารณา ?
นพ.ดนุพล : หลัก ๆ คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะลองมา ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก่อน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การนอน การไปพบแพทย์ประจำตัว อย่างเช่น คนไข้ที่เป็นโรคอ้วนมีภาวะเบาหวาน เขาจะมีการติดตามการรักษาของคนไข้อยู่แล้วครับ กับคุณหมออายุรกรรมโรคต่อมไร้ท่อในการรักษาโรคเบาหวาน โรคความดัน หรือแม้กระทั่งโรคไขมันพอกตับ หรือโรคนอนกรนมีภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนครับ ก็เกิดจากโรคอ้วนค่อนข้างเยอะ ถ้าเกิดยังไม่ได้ผลก็จะมาปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักครับ
เกณฑ์เข้าข่ายว่าคงต้องช่วยด้วยการผ่าตัด ?
นพ.ดนุพล : สำหรับหลาย ๆ คนอาจจะมองว่าการผ่าตัดมันเป็นแฟชั่นเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งจุดประสงค์หลักของการผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น รักษาโรคประจำตัวที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่เยอะได้ ก็คือผลพลอยได้ก็ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แต่ก่อนที่จะมาผ่าตัดได้ ต้องมีการปรับพฤติกรรมก่อน การกิน การออกกำลังกายก่อน ค่อยมาผ่าตัด สำหรับเกณฑ์ที่เราจะเอาคนไข้มาผ่าตัด หลัก ๆ จะใช้ค่า BMI กับโรคประจำตัวของคนไข้ มาพิจารณาในการว่าคนไข้คนไหนเหมาะสำหรับการผ่าตัด เกณฑ์ข้อแรกเลยคือค่า BMI ที่มากกว่า 37.5 ขึ้นไป ถึงแม้ไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถผ่าตัดได้ เพราะว่าคนไข้กลุ่มนี้คือน้ำหนักตัวเยอะแล้ว กลุ่มที่ 2 คือ BMI น้อยลงหน่อย 32.5 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคประจำตัวแล้ว เช่น เป็นเบาหวานแล้ว เป็นความดันโลหิตสูงแล้ว ไขมันพอกตับแล้ว มีภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนแล้ว หรือกลุ่มที่มาหาเรื่องโรคข้อ เช่น มีอาการปวดหลัง ปวดเข่าพวกนี้จากน้ำหนักที่มันรับค่อนข้างเยอะ ถือว่าเป็นข้อบ่งชี้ของการผ่าตัด หรือคนไข้ที่น้ำหนักตัวน้อย เช่น ค่า BMI ที่เกิน 30 แต่เป็นเบาหวานที่รักษาด้วยยาค่อนข้างยาก ทั้งกินยาและฉีดยา ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี การผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาโรคเบาหวานที่ค่อนข้างยากครับ
มีเคสที่คุณหมอต้องปฏิเสธ ตอนมาขอผ่ากระเพาะ ?
นพ.ดนุพล : มีครับ หลัก ๆ คือจะเป็นกลุ่มคนไข้ที่จิตเวช เป็นโรคซึมเศร้า คืออาการยังเป็นเยอะอยู่ เช่น นั่งปรึกษาดูแล้วซึม ๆ เวลาคุยกันแล้วถามตอบช้า ๆ ยังอาการยังเป็นเยอะอยู่ เราก็ไม่อยากผ่าตัด ก็เหมือนที่บอกในตอนแรกคือหลังผ่าตัดเรายังควบคุมการกิน การปฏิบัติตัวเยอะพอสมควร คือเขาอาจจะทำไม่ได้นะครับ ก็ยกตัวอย่างเคสที่มาปรึกษาล่าสุดเมื่อไม่นาน ก็คือเป็นมีปัญหาเรื่องจิตเวช แล้วก็ถามประวัติคนไข้เขาก็เหมือนจะบอกได้ไม่ครบ ว่าเขาเป็นไม่ค่อยเยอะ กินยาแล้วอาการดีขึ้นแล้ว แต่เราก็เวลาคุยเรารู้สึกแปลก ๆ คือรู้สึกว่าการตอบสนองเวลาการคุยดูไม่ปกติ ก็เลยต้องไปอาศัยการถามซักประวัติจากญาติ ได้ประวัติจากญาติว่าจากพี่ชายว่าคนไข้ยังมีอาการเยอะอยู่นะ ติดยาแก้ปวดด้วย ยังตระเวนไปขอฉีดยาแก้ปวดตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อยู่เกือบทุกสัปดาห์ ก็เลยประเมิน คิดว่าเคสนี้คิดว่าไม่เหมาะกับการผ่าตัด เพราะว่าคิดว่าอาจจะดูแลหลังผ่าตัดได้ไม่ดี เลยแนะนำวิธีอื่นที่ไม่ต้องผ่าตัดครับ
หลักการของคนที่จะไปผ่ากระเพาะก็คือให้กระเพาะเล็กลง อิ่มเร็ว หรือกินแทบไม่ได้เลย ถูกต้องไหม ?
นพ.ดนุพล : อันนี้คือเป็นหลักการทั่ว ๆ ไปครับ แต่มันจะมีหลักการคือลดความจุของกระเพาะ ทำให้เรากินได้น้อยลง คุมอาหารได้ง่ายขึ้น แล้วอีกอันหนึ่งคือมันจะลดฮอร์โมนกระตุ้นความหิว ทำให้รู้สึกเรากินได้น้อยลง ไม่รู้สึกทรมานกับการหิวข้าว ปัญหาคือคนที่คุมอาหารคือทนไม่ได้กับการหิวข้าว พอหิวปุ๊บตบะแตกก็กลับมากินเยอะเหมือนเดิม การผ่าตัดคือเกิดจากที่เราตัดกระเพาะบางส่วนออกไป กระเพาะที่เราตัดออกไปบางส่วนคือมันสร้างฮอร์โมนกระตุ้นความหิวได้ ทำให้มันลดลงด้วยการผ่าตัดของเรา แล้วก็เอฟเฟกต์บางอย่างอาจจะเพิ่มเติมขึ้นมานะครับ เช่น มันลดการดูดซึมสารอาหารบางอย่างด้วยครับ สมมุติเรากินอาหารไป 100% เดิมอาจจะดูดซึมได้เกือบหมด 100% ทำให้เรากินแคลอรี่เข้าไปได้เต็มที่เลยนะครับ แต่การผ่าตัดบางอย่างมันลดการดูดซึมสารอาหารลงด้วย เช่น กินไป 100 นึง ดูดซึมกลับได้ 60% ที่เหลือขับถ่ายออกมา มันก็ยิ่งทำให้แคลอรี่ที่เรากินเข้าไป หรือสารอาหารที่กินเข้าไป มันลดลงกว่าเดิม มันก็ลดน้ำหนักได้ดีเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย
ผ่าไปแล้ว ถ้ากินเยอะกลับมาใหญ่เหมือนเดิม ?
นพ.ดนุพล : ได้ครับ ถึงแม้จะเป็นการผ่าตัดที่เราตัดออกเลย แต่กระเพาะเรามันมีความยืดหยุ่น เหมือนลูกโป่ง แต่สังเกตว่าลูกโป่ง ถ้าเกิดมันไม่ได้ใส่น้ำเข้าไป มันก็จะดูไม่ใหญ่ ๆ มาก ถึงเราเติมลมเติมน้ำเข้าไป มันจะค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นมาได้ กระเพาะเราก็เหมือนกัน หลังผ่าตัดใหม่ ๆ แน่นอน กินได้น้อยลดน้ำหนักได้ดีแน่นอนในช่วงปี 2 ปีแรกนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ 2 ปี 3 ปี ผ่านไป ถ้าเกิดเรากลับมากินเยอะเหมือนเดิม กินเยอะขึ้นเรื่อย ๆ กระเพาะขยายตัวขึ้น ทำให้เรากินได้ดีขึ้น ได้เยอะขึ้น น้ำหนักมีโอกาสกลับขึ้นมาใหม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าตัดแล้วจะคุมน้ำหนักได้ตลอดชีวิต มันจะมีช่วงหนึ่งที่มันลดได้ดี ได้เยอะ
ผ่าตัดเสร็จใหม่ ๆ ทานอาหารไม่ได้เลย ?
นพ.ดนุพล : กินได้น้อยลงครับ คือช่วงแรกนะ 1-2 เดือนแรก กินโดยส่วนใหญ่จะกินได้ประมาณสัก 3-5 คำ แต่เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะกินได้ดีขึ้นนะครับ เช่น 5 เดือน 6 เดือน ผ่านไป ก็อาจกินได้ประมาณสัก 5-10 คำเล็ก ๆ ประมาณช้อนกาแฟ หลังปีหนึ่งก็อาจจะได้ประมาณสัก 10 คำขึ้นไปได้ มันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา
เอฟเฟกต์จากการผ่าตัดกระเพาะ ?
นพ.ดนุพล : มีได้ครับ ช่วงแรก ๆ มักจะจุกและอึดอัดแน่นท้อง ถ้าเกิดเรากินผิดวิธี คือเรากินเหมือนเดิมเลย เรากินคำใหญ่ เราไม่ค่อยเคี้ยว เรากลืนไว ๆ เรากินเยอะไป มันจะจุกแน่นท้องเยอะ ทำให้เราซึ่งมีอาการพวกนี้ได้นะครับ แต่ถ้าเกิดเรากินได้ถูกวิธี ก็คือวิธีการทานอาหารหลังตัดกระเพาะ คือเราต้องกินคำเล็กหน่อย เคี้ยวเยอะ อาจจะประมาณสัก 20-30 ครั้งค่อย ๆ กลืนช้า ๆ และรู้สึกอิ่ม เราต้องหยุดกิน อาการอิ่มหลังจากที่ตัดกระเพาะไปคือมันจะเริ่มมีอาการจุก ๆ แน่น ๆ ตรงบริเวณลิ้นปี่ ถ้าเกิดเรารู้สึกเรากินไปสัก 3 คำ 5 คำ แล้วรู้สึกมีอาการพวกนี้เราหยุดทานก่อน เดี๋ยวมันจะหายไปเอง และก็หลีกเลี่ยงการกินน้ำร่วมด้วย เพราะฉะนั้นก่อนกินอาหารครึ่งชั่วโมง หลังกินอาหารอิ่มแล้วครึ่งชั่วโมงอย่าเพิ่งจิบน้ำ มันจะมีลมเข้าไปในปากเราแล้วก็ไปอยู่ในกระเพาะอาหารเราอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่เดิมกระเพาะมันใหญ่จุได้ค่อนข้างเยอะ เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยมีปัญหามาก แต่พอหลังตัดกระเพาะอาหารไป ค่อนข้างเล็ก ทำให้เกิดลมจากการพูดก็เต็มท้องแล้ว แต่อนาคตมันหายเองอาการพวกนี้มีบ้างช่วงแรก เดี๋ยวพออนาคตร่างกายก็จะปรับตัว เดี๋ยวก็รู้สึกว่ามันหายไปเองได้
หลาย ๆ คนรู้สึกว่าตัวเองพยายามแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ?
นพ.ดนุพล : หลัก ๆ คือการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ในการช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้น รักษาโรคประจำตัวได้ สำหรับคนที่ลองแล้วพยายามแล้วแต่ยังไม่เห็นผล อันดับแรก เขาต้องมาประเมินก่อนว่าที่ผ่านมา ภาวะโภชนาการการกิน เราทำถูกไหม แคลอรี่ที่เราคำนวณแล้วว่ามันขาดแน่ ๆ กินไม่ถึงกับแคลอรี่ที่เราใช้มันจริงไหม หรือว่ามันเกิน หลอกตัวเองหรือเปล่า น้ำหนักเลยไม่ลด ถ้าเกิดเราลดได้ถูกวิธีถูกต้อง น้ำหนักเราก็ต้องลด ถ้าเกิดเราคิดว่าเราทำถูก แต่มันยังไม่เห็นผล หรือมันลดยากในกลุ่มคนไข้ที่น้ำหนักตัวเยอะ หรือมีโรคประจำตัวที่เริ่มเป็นเยอะและ ไม่ไหวที่รอเวลาไม่ได้ ก็มีทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก เช่นการใช้ยาที่ปลอดภัย การผ่าตัดก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้นะครับ เพราะว่าการผ่าตัดในปัจจุบัน ถือว่าปลอดภัยมาก ๆ ทั้งการดมยาสลบ เทคนิคการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด การขาดสารอาหารการขาดวิตามินก็ไม่ได้เยอะมาก และก็การปฏิบัติตัวไม่ได้ยุ่งยากมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องเข้าใจว่าการผ่าตัดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราลดน้ำหนักได้ดี ไม่ใช่ทุกอย่าง สำหรับผมคิดว่าการผ่าตัดอาจจะมีผลนะสัก 50% ในการเป็นตัวตั้งต้นให้น้ำหนักมันลดลงเยอะลดลงไวในช่วงแรก ที่สำคัญคือคนไข้ของเราต้องมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้มันเหมาะกับการลดน้ำหนักนะครับ เช่นการกินอาหาร การออกกำลังกาย การนอน การจัดการกับความเครียด เพื่อที่จะ Maintenance น้ำหนักของเราให้ยั่งยืน และก็สุขภาพของเราก็จะดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตนะครับ

