
บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.
วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
บุญทรงกระอักซา ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.
ผลพวง “จำนำข้าว” หนีไม่พ้นกรรม ป.ป.ช.ชี้มูล “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรมว.พาณิชย์ ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท มีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ส่งศาลฎีกานักการเมือง ยึดทรัพย์ตกเข้าแผ่นดิน ด้าน’ครม.เงา’ผนึกกำลังเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น จองกฐิน‘ก.แรงงาน-ทรัพยากรฯ’ข้องใจถ่วงเวลาบิ๊กโปรเจกต์เพื่องาบหัวคิว ’ไอซ์ รักชนก‘สงสัย’กรมอุทยานฯ‘เก็บเงินสด มีส่วนเอาเงินเข้ากระเป๋าง่ายหรือไม่
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปช.แถลงว่า คณะกรรมการ ปปช.มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ฐานร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18มกราคม2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่ นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2แห่ง ที่มีนายบุญทรง เป็นผู้ก่อตั้งและมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน
ปปช.ฟันแจงที่มาทรัพย์สินไม่ได้
ต่อมา ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม2560และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.3,4/2560และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.2-3/2562 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ว่า นายบุญทรง ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมากทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังนี้ 1.เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000บาท 3.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตรจำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท 4.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท
ส่งศาลฎีกายึดทรัพย์เข้าแผ่นดิน
คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สิน ที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา118 หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา125 ด้วย
ครม.เงา’ตามเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น
ที่รัฐสภา น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน สืบเนื่องจากการที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ได้นำเสนอข้อมูลที่มาจากผลสำรวจ ซึ่งเป็นการสำรวจ SMEsไทยที่มีภาระจะต้องจ่ายสินบนและเจอกับเรื่องนี้ทุกวัน เรามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเศรษฐกิจเองอยู่ในภาวะที่กำลังหนักหนาสาหัสยังต้องมาเจอเรื่องการจ่ายสินบน สำหรับข้อเสนอมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ปัญหาการเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนหนึ่ง และส่วนสำคัญ มันมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และลดขั้นตอน ระยะเวลา
ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตรวจสอบ
น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า 2.เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการแก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 500,000บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษและจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมูลค่าประมาณ 400,000ล้านบาทและหากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 40,000ล้านบาท 3.จัดให้มีความคุ้มครองในเรื่องผู้ที่ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหลักที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือOECD ที่รัฐบาลไทยได้สมัครเป็นสมาชิก ก็เป็นหลักการสำคัญและพ.ร.บ.ปปช.ก็มีหลักการนี้ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ ซึ่งจากรายงานผลสำรวจของ กกร.พบว่า ประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ
‘ไอซ์’แนะใช้เทคโนโลยีสู้คอร์ฟรัปชั่น
ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในส่วนของ กกร.ที่ตนสำรวจมา พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร.ให้ความสำคัญคือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้นและ2.การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะและให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่สิ่งที่ติดขัดนั้นติดขัดอยู่ที่ภาครัฐพรรคประชาชน เราเคยเสนอไปว่าให้เปิดฐานข้อมูลคือ ข้อมูลของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) สิ่งที่เราต้องการคือการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางเพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ อีกส่วนหนึ่งคือการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้หากใครที่ต้องการจะเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลลึกๆ ต้องจ่ายเงิน รวมถึงการจะเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก และยังมีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
ช่วยทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า อีกอย่างคือเรื่องของบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะมีการขยายเวลาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ ทั้งนี้ หากเราเปิด API ในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง และเปิด API ของฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ เราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโปร่งใสเพิ่มขึ้นได้ โดยที่อาจจะมีธงแดงในโครงการที่ส่อว่าจะเป็นไปในทิศทางการฮั้วประมูล นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีนามสกุลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด การแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางสมบูรณ์มากขึ้น
จองกฐิน‘ก.แรงงาน-ก.ทรัพยากรฯ’
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์มีความถี่อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงแรงงานพยายามที่จะใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermitซึ่งมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7พันล้านบาท ในการที่จะทำแพลตฟอร์มให้แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เวลาต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติไปขอใบอนุญาตในการทำงานหรือขอบัตรชมพูต่างๆ มีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลงไป
น.ส.รักชนก กล่าวว่า รวมถึง e-ticket ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกรมอุทยาน ที่แม้ว่าโครงการนี้จะมีมาหลายปีแล้วแต่อุทยานยังไม่ได้มีการประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางครั้งบางที่ยังเรียกเก็บเป็นเงินสด ซึ่งสามารถที่จะนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น โดยอาจจะเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ
‘ชัชชาติ’ทำงานวันสุดท้าย5โมงเย็น
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยสอง ในเวลา 17.00 น.นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00น.เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของ “แสนดี” นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยต่อไป สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ “ความสุข โอกาส และความหวัง” เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต
ขอบคุณ’มารค์’ให้คะแนนมากกว่า5
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้คะแนนตนเองมากกว่า 5 คะแนน และ สก.ของพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากทำงานร่วมด้วยว่า ขอขอบคุณนายอภิสิทธิ์ อย่างที่บอกว่าให้คะแนนตนเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นและฟังคำติเยอะๆ เราพร้อมร่วมงานกับ สก.ทุกคนทุกพรรคเป็นคนเก่งคนดี ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ สก.ที่ไม่สังกัดพรรคก็มีดีเยอะ ขอฝากประชาชนช่วยกันคัดเลือก สก.ที่ซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานดี ดูแลประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน อนาคตผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใครก็ตาม คงจะได้ สก.ที่ดี มีคุณภาพมาทำงาน
นำคณะไหว้ลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กทม.
เวลา 15.25 น.ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นำทีมบริหารรองผู้ว่าฯ คณะที่ปรึกษาฯ ร่วมไหว้สักการะพระพุทธนวราชบพิตร ภายในศาลาว่าการกทม. เป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อนหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ 17.00 น.
จากนั้นนายชัชชาติ ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ หลวงปู่มงคลประสาท และ ศาลจีน เจ้าพ่อเพ่งนั้มกิมไซ และได้พาสื่อมวลชนเข้าชมห้องทำงานหลังจากเก็บของเสร็จหมดแล้ว
ภท.จ่อชงร่างแก้รธน.ให้สภา20พ.ค.
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค.จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20พ.ค.โดยเนื้อหา ในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ(สสร.)มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย
ปชป.จ่อหารือพท.-กธ.-ปช.ยื่นแก้รธน.
ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรควันพรุ่งนี้(19พ.ค.)จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็นคือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ ในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยจะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน พรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100เสียงขึ้นไป ในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที