สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

19 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้ สปน. สำนักงาน ก.พ. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. 2565 ให้ชัดเจนเกี่ยวกับระบบปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-office) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานได้โดยง่ายและมีความมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งให้ส่วนราชการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้สามารถรองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลของส่วนราชการกับศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange : GDX) โดยเร็ว

                   2. สปน. ได้พิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว โดยจัดให้มีการประชุมพิจารณาระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อร่วมกันพิจารณาปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ พ.ศ. 2565 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ดังนี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอก
สถานที่ตั้งฯ พ.ศ. 2565
 
ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งฯ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หมายเหตุ
“การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ” หมายความว่า
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ หรือในพื้นที่ที่ส่วนราชการจัดไว้เป็นที่ทำงานร่วม (co-working space) หรือที่พักของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ หรือสถานที่อื่นใด ที่ส่วนราชการกำหนด
“การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ” หมายความว่า
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการหรือในตามพื้นที่ที่ส่วนราชการจัดไว้เป็นที่ทำงานร่วม (co-working space) หรือที่พักของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ หรือสถานที่อื่นใด ที่ส่วนราชการกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ข้อ 7 หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการหรือกลับมาปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการได้ตามที่เห็นสมควร โดยมอบหมายงานที่สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดและกำหนดรูปแบบ จำนวนวันในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รวมถึงวิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการ                       การสั่งการตามวรรคหนึ่ง ให้สั่งการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 7 หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการหรือกลับมาปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการได้ตามที่เห็นสมควร โดยมอบหมายงานที่สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการได้ ให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดและกำหนดรูปแบบ จำนวนวันในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการรวมถึงวิธีสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการ ทั้งนี้ การสั่งการของหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวให้คำนึงถึงระดับตำแหน่ง ลักษณะงาน และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นสำคัญ    เมื่อมีราชการจำเป็นเร่งด่วน ให้หัวหน้าส่วนราชการสามารถเรียกตัวเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการกลับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเดินทางมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการโดยทันที หรือภายในระยะเวลาไม่เกินสองชั่วโมงนับแต่เวลาที่หัวหน้าส่วนราชการเรียกตัวกลับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการ เว้นแต่ กรณีมีเหตุจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการไม่สามารถกลับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการได้ภายในระยะเวลา ดังกล่าว ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณาได้ตามความเหมาะสม การสั่งการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้สั่งการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 1. แก้ไขเพิ่มเติมการสั่งการของหัวหน้าส่วนราชการ ที่จะต้องคำนึงถึงระดับตำแหน่งและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งฯ ได้  2. แก้ไขเพิ่มเติมการเรียกตัวเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการกลับมาปฏิบัติราชการให้ชัดเจน โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเดินทางมาปฏิบัติงาน ทันทีหรือจะต้องมาถึงสถานที่ตั้งฯ ภายใน 2 ชั่วโมง หากมีเหตุจำเป็น ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติงานได้ภายในระยะเวลาดังกล่าวให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ
ข้อ 8 ให้ส่วนราชการกำหนดวิธีบริหารจัดการและกำกับติดตามงานในช่วงเวลาที่มอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ โดยคำนึงถึงลักษณะงานและภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น ต้องพร้อมให้ผู้บังคับบัญชาสามารถติดต่อสื่อสารได้ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งข้อ 8 ให้ส่วนราชการกำหนดวิธีบริหารจัดการ การมอบหมายงาน และการกำกับติดตามงานและ
การตรวจสอบและประเมินผล
การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ
 ในช่วงเวลาที่มอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการโดยคำนึงถึงลักษณะงานและภารกิจของส่วนราชการทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ
ผู้นั้นต้องพร้อมให้ผู้บังคับบัญชาสามารถ ติดต่อสื่อสารได้ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ
แก้ไขเพิ่มเติมการมอบหมายงาน การตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งฯ
ข้อ 9 เพื่อควบคุมเวลาปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการในสังกัด โดยมีสาระสำคัญตามบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 หรือจะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการยืนยันตัวตนเพื่อใช้ลงเวลาการปฏิบัติราชการก็ได้ไม่แก้ไขเพิ่มเติม
          ข้อ 11 ให้ส่วนราชการสนับสนุนการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รวมถึงการจัดเตรียมสถานที่หรือพื้นที่ที่ส่วนราชการ จัดไว้เป็นที่ทำงานร่วม (co – working space)และอุปกรณ์สำนักงาน ตามที่เห็นสมควรแก่กรณีและอาจให้มีการซักซ้อมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพข้อ 11 ให้ส่วนราชการจัดให้มีการปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-office) ที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก และมั่นคงปลอดภัยโดยจะต้องมีธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อรองรับ
การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้
 ให้ส่วนราชการสนับสนุนการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รวมถึงการจัดเตรียมสถานที่หรือพื้นที่ที่ส่วนราชการ จัดไว้เป็นที่ทำงานร่วม (co – working space) และอุปกรณ์สำนักงาน ตามที่เห็นสมควรแก่กรณีและอาจให้มี
การซักซ้อมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพิ่มหน้าที่ และอำนาจของส่วนราชการ โดยให้ส่วนราชการ
จัดให้มีการปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (
e – office)
ที่สามารถเข้าถึงระบบดังกล่าวได้โดยสะดวกและมั่นคงปลอดภัย
โดยจะต้องมีธรรมาภิบาลข้อมูล(Data Governance) เพื่อรองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้

                   3. ทั้งนี้ สำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลของส่วนราชการกับศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange : GDX) เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) และสำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีเจตนารมณ์ให้หน่วยงานมีการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อที่ประชาชนจะได้รับความสะดวก ลดการใช้เอกสาร ลดการใช้สำเนาการเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว มี สพร. สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นผู้ดูแลระบบหรือแพลตฟอร์ม (Platform) GDX ที่เป็นระบบกลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประชุมหารือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อลงรายละเอียดในทางปฏิบัติ จึงเห็นว่าไม่ควรลงรายละเอียดการเชื่อมโยงระบบในร่างระเบียบฉบับนี้

2. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและความเห็นของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของร่างประกาศฯ

                   1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองได้รายงานว่า สถานการณ์การพัฒนาประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพและบทบาทที่สำคัญของประเทศ โดยอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง – ตะวันตก ที่มุ่งเน้นเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป มูลค่าสูงและอุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค รวมทั้งมีพื้นที่เชื่อมโยงกับภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักและศูนย์กลางโลจิสติกส์โดยส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการบริการและการขนส่ง ซึ่งข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของกฎกระทรวงฯ ไม่สามารถรองรับการพัฒนาและการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ จึงได้ขอแก้ไขกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 เฉพาะบริเวณหรือเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการผังเมือง ครั้งที่ 6/2566 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบร่างผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนำไปปิดประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงข้อคิดเห็น

                   2. การแก้ไขผังเมืองรวมนี้ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับประเทศ (คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ในปัจจุบันนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย) รวมทั้งกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัดและได้มีการวางและจัดทำผังตามกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับประเทศควบคู่กันไปทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยากำหนดให้อยู่ในส่วนของผังนโยบายระดับภาคกลาง ซึ่งสรุปความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันตามกรอบนโยบายของผังดังกล่าวได้ ดังนี้

                             2.1 กรอบนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง ภาคกลางเป็นพื้นที่ฐานเศรษฐกิจ นวัตกรรม การท่องเที่ยว และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง มุ่งสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าและบริการมูลค่าสูง ด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว มีบทบาทของการเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร คุณภาพสูงที่สำคัญของประเทศทั้งด้านการเพาะปลูกพืชเกษตร GI การวิจัยและพัฒนา ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ประกอบกับสภาพพื้นที่มีความเหมาะสมและมีระบบชลประทานครอบคลุม รวมถึงการทำปศุสัตว์และประมงเพื่อการส่งออก และมีบทบาท ด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ

                             2.2 นโยบายการพัฒนาประเทศ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มีวัตถุประสงค์มุ่งสู่ “สังคมก้าวหน้าเศรษฐกิจสร้างมูลค่า อย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายการพัฒนา 5 เป้าหมาย ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรมการเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืน การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่และโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (BCG) โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและบทบาทความสำคัญของประเทศ และอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง – ตะวันตก ที่มุ่งเน้นการเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมสินค้าไฮเทคภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและกรอบการพัฒนาระดับชาติและระดับภาค รวมถึงความได้เปรียบด้านที่ตั้งที่เชื่อมโยงกับภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักและศูนย์กลางโลจิสติกส์โดยส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการ และการขนส่ง

                             2.3 กรณีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการแก้ไขผังเมืองรวมนี้ เป็นการแก้ไขผังเมืองรวมเฉพาะบริเวณหรือเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด จึงได้ดำเนินการรับฟังข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย โดยการปิดประกาศประเด็นที่จะแก้ไขผังเมืองรวมตามที่คณะกรรมการผังเมืองให้ความเห็นชอบเป็นระยะเวลาสามสิบวัน ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2566 เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมายื่นข้อคิดเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่กับประเด็นที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการปิดประกาศ ปรากฏว่ามีผู้มีส่วนได้เสียยื่นข้อคิดเห็น จำนวน 19 ฉบับ 297 ราย 3 เรื่อง ทั้งนี้ คณะกรรมการผังเมืองได้ประชุม ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 มีมติไม่เห็นชอบกับข้อคิดเห็นทั้งหมด

                   3. มท. โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ….. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560) ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 29 แล้ว ไม่มีผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดยื่นคำร้องตามมาตรา 30 หรือมีแต่คณะกรรมการผังเมืองสั่งยกคำร้องดังกล่าวหรือ เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น แล้วแต่กรณีดำเนินการเพื่อออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น แล้วแต่กรณี โดยไม่ชักช้าในการให้กรมโยธาธิการและผังเมืองนำประกาศกระทรวงมหาดไทยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน” ทั้งนี้ ในกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมก่อนที่จะได้จัดทำเป็นร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผังเมือง ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว

                   4. ร่างประกาศดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

                             4.1 แก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชุมชน (สีชมพู) โดยแก้ไขการกำหนดที่ว่างตามแนวขนานริมเขตทางหลวงแผ่นดิน จำนวน 6 สาย จากกำหนดให้มีที่ว่างตามแนวขนานริมเขตทางไม่น้อยกว่า 15 เมตร เป็น 10 เมตร ประกอบด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 308 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 309 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 352 และทางหลวงชนบท อย. 2008 เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานระยะถอยร่น ริมเขตทางหลวงในการวางและจัดทำผังเมืองรวม

                             4.2 แก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว) โดยกำหนดยกเว้นความสูงของโครงสร้างสำหรับการส่งกระแสไฟฟ้า รับส่งสัญญาณวิทยุ สัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณ สื่อสารทุกชนิด และหอถังส่งน้ำ เนื่องจากการจำกัดความสูงของอาคารส่งผลต่อการพัฒนาสาธารณูปโภคที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และการดำเนินชีวิตของประชาชนทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้เต็มประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดยกเว้นความสูงของอาคารดังกล่าว

                             4.3 แก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) โดยกำหนดยกเว้นให้สามารถประกอบกิจการโรงแรมประเภท 1 และโรงแรมประเภท 2 ได้ในที่ดินบริเวณหมายเลข 3.6 หมายเลข 3.7 หมายเลข 3.11 หมายเลข 3.13 หมายเลข 3.16 หมายเลข 3.17 หมายเลข 3.18 หมายเลข 3.21 หมายเลข 3.22 หมายเลข 3.23 และหมายเลข 3.24 โดยกำหนดเงื่อนไข ให้มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นในหลังเดียวกันไม่เกิน 500 ตารางเมตร และที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีเขียวอ่อน) ให้สามารถประกอบกิจการโรงแรมประเภท 1 และโรงแรมประเภท 2 ได้โดยกำหนดเงื่อนไขให้ดำเนินการในระยะห่างตามแนวขนานริมฝั่งตามสภาพธรรมชาติของแม่น้ำไม่น้อยกว่า 25 เมตร และให้มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นในหลังเดียวกันไม่เกิน 500 ตารางเมตรเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยว

                             4.4 แก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) โดยเพิ่มเติมข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้โรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับและยังประกอบกิจการอยู่สามารถขยายพื้นที่และกำลังการผลิตของโรงงานได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด เนื่องจากด้วยข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน มีการควบคุมโรงงานบางประเภท ส่งผลให้โรงงานที่มีอยู่ก่อนผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกาศใช้บังคับไม่สามารถปรับปรุงกิจการและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับเปลี่ยนได้ ทำให้ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตให้สอดรับกับสภาพการณ์ด้านเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นได้

                             4.5 แก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงฯ ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 58 (1) โรงงานทำผลิตภัณฑ์คอนกรีต ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสม ผลิตภัณฑ์ยิปซัม หรือผลิตภัณฑ์ปูนปลาสเตอร์ได้ ในบริเวณหมายเลข 3.23 ในส่วนที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร โดยไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขให้ประกอบกิจการได้เฉพาะผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสม เนื่องจากมีโครงการก่อสร้างระบบรางและศูนย์ซ่อมบำรุงโครงการรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจและเชื่อมโยงตลาดการค้าในอนาคต และแก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงฯ ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมในบางบริเวณ โดยยกเลิกประเภทและชนิดของโรงงานลำดับที่ 2 (1) ถึงลำดับที่ 2 (11) เช่น โรงงานต้ม นึ่ง หรืออบพืชหรือเมล็ดพืช ที่ห้ามประกอบกิจการเพื่อให้สามารถประกอบกิจการ ดังกล่าวได้

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 และครั้งที่ 2/2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คณะกรรมการฯ) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการฯ ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

                   2. อนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส ระยะเวลา 4 เดือน กรอบวงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท โดยให้พิจารณาและดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 2 เดือน ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                              2.1 อนุมัติโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยฯ) ของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (สป.กค.) กค. วงเงินไม่เกิน 18,800 ล้านบาท โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดประชารัฐสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนไม่เกิน 13,185,236 คน (ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) ให้ได้รับการจัดประชารัฐสวัสดิการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการคนพิการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 และมอบหมายให้ สป.กค.พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการฯ และดำเนินการตามมติคณะกรรมการฯ โดยเคร่งครัด

                             2.2 อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ) ของ สป.กค. กค. วงเงินไม่เกิน 36,918.66 ล้านบาท ซึ่งช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัด พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) หรือร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กำหนด ให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน) เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็นจำนวนที่จะได้รับ 2,800 บาทต่อคน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 ทั้งนี้ มอบหมายให้ สป.กค. ประสานกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อสำรวจกลุ่มคนตามชายขอบ และอำนวยความสะดวกให้บุคคลที่ไม่สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ได้เข้าสู่การคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด และมอบหมายให้ สป.กค. พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการฯ และดำเนินการตามมติคณะกรรมการฯ โดยเคร่งครัด

                   3. อนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท ภายใต้แผนงาน/โครงการที่ 1 โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการให้แก่ประชาชน ผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะไม่รวมผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ และทำผม และมอบหมายให้ สศค. พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการฯ และดำเนินการตามมติคณะกรรมการฯ โดยเคร่งครัด และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอของ กค.

                   ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการทบทวนรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาเพิ่มเติมต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   เรื่องนี้ กค. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารับทราบและเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ซึ่งได้อนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของ กค. รวม 3 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอขออนุมัติภายใต้แผนงาน/โครงการที่ 1 เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ ได้แก่ (1) โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยฯ วงเงินไม่เกิน 18,800 ล้านบาท (เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13 ล้านคน ได้รับการจัดประชารัฐสวัสดิการต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) (2) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ วงเงินไม่เกิน 36,918.66 ล้านบาท (เพื่อเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและสินค้าอื่น ๆ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13 ล้านคน เพิ่มเติม จำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็น 2,800 บาทต่อคน ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569) และ (3) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท (ภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการ ที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569) วงเงินรวม 3 โครงการ ทั้งสิ้น 175,718.66 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ตามแผนงาน/โครงการที่ 1 เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว

4. เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบความคืบหน้าในการเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ และเร่งรัดดำเนินการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K)

                   2. อนุมัติการพิจารณาเงินชดเชยค่า K โดยการผ่อนผันวิธีการคำนวณเงินชดเชยค่า K เป็นการชั่วคราว เฉพาะสัญญาจ้างที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 กันยายน 2569 ประกอบด้วย

                             2.1 ให้หักในอัตราร้อยละ + 2

                             2.2 ให้ใช้การเปรียบเทียบดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลางแทนดัชนีราคา ณ เดือนเปิดซองประกวดราคา

                   ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป เห็นสมควรมอบหมายให้ สงป. ทบทวนมาตรการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สงป. รายงานว่า

  1. ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติ (11 เมษายน 2569) รับทราบมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ตามที่ กค. เสนอ ซึ่ง กค. รายงานว่า สงป. ได้ดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ดังนี้

                             1.1 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่า K ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว และสำหรับรายการที่อยู่ระหว่างการขอรับจัดสรรหรือระหว่างการพิจารณา ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการตรวจสอบเอกสารและอนุมัติวงเงินชดเชยค่า K เป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

                             1.2 ปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2532 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นต้น

                   2. สงป. ได้มีหนังสือแจ้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้เร่งรัดการพิจารณาอนุมัติวงเงินชดเชยค่า K ให้กับผู้ประกอบการโดยเร่งด่วน และเร่งรัดดำเนินการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เพื่อเป็นเงินชดเชยค่า K ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อ สงป. จะได้รวบรวมเพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

                   3. สงป. ได้ให้มีการประชุมเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นกรณีผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีผลต่อเงินชดเชยค่า K โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม

                   สงป. และกรมบัญชีกลางได้ชี้แจงมาตรการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ ได้แก่

ต้นทาง
– การพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมัน- กค. สนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจ
กลางทาง
ผู้รับจ้างก่อสร้างสามารถดำเนินการบริหารความผันผวนของราคาได้ โดยการไม่ลงนามในสัญญา/การของดหรือลดค่าปรับหรือขยายเวลา/บอกเลิก ตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ปลายทาง
การเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ และเร่งรัดดำเนินการโอนเปลี่ยนเปลงเงินจัดสรรหรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเพื่อเป็นเงินชดเชยค่า K รวมถึงการพิจารณาการปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                   4. สงป. จึงพิจารณาผ่อนผันวิธีการคำนวนเงินชดเชยค่า K เป็นการชั่วคราว ดังนี้

แนวทางปฏิบัติเดิมแนวทางในการช่วยเหลือในครั้งนี้
1. การปรับราคาค่า K
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2532 กำหนดส่วนต่างเงินชดเชยค่า K ร้อยละ + 4 โดยในช่วงวิกฤตซับไพรม์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550-มิถุนายน 2552 ที่เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและวิกฤตราคาน้ำมันที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551  อนุมัติชดเชยเพิ่มเติมค่า K ด้วยการผ่อนผันวิธีคำนวณค่า K โดยหักในอัตราร้อยละ + 2 เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 – 30 กันยายน 2551 เฉพาะสัญญาจ้างที่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานงวดสุดท้ายแล้วเท่านั้น ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยผ่อนผันวิธีคำนวณค่า K ให้หักในอัตราร้อยละ + 2 เป็นการชั่วคราว เฉพาะสัญญาที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 กันยายน 2569 
2. การใช้ดัชนีราคา
กำหนดให้พิจารณาค่า K ให้ใช้การเปรียบเทียบดัชนีราคา ณ เดือนที่เปิดซองประกวดราคาเนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างอันเนื่องมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคากลางที่จัดทำล่วงหน้าก่อนการประกวดราคามีต้นทุนราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุนราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาจึงเห็นสมควรให้ใช้การเปรียบเทียบดัชนีราคา ณ เดือนที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบราคากลางเฉพาะสัญญาจ้างที่ลงนามในสัญญาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 กันยายน 2569   ทั้งนี้ สำหรับภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นเห็นสมควรให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ พิจารณาโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับจัดสรร หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเป็นลำดับแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้ขอรับจัดสรรงบกลาง รายการเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป

5. เรื่อง ผลการพิจารณาดำเนินการกรณีประธานผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทาน และการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาดำเนินการกรณีประธานผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทาน และการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511 (ระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ) ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ และให้แจ้งผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) ทราบต่อไป รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) กระทรวงแรงงาน (สำนักงานประกันสังคม) กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ เร่งรัดการดำเนินการเพื่อทบทวนและปรับปรุงแก้ไขระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันโดยเร็ว และให้ มท. แจ้งผลการดำเนินการต่อ ผผ. โดยตรงต่อไป

                   เรื่องเดิม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติ (6 มกราคม 2569) รับทราบผลการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน [กรณีร้องเรียนว่ากระทรวงมหาดไทย (มท.) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ] ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) เสนอ และมอบหมายให้ สปน. เป็นหน่วยงานหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการคลัง (กค.) (กรมบัญชีกลาง) มท. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้ได้ข้อยุติ โดยให้ สปน. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เรื่องนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้รายงานผลการพิจารณาหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกรณีประธานผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทาน และการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511 (ระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (6 มกราคม 2569) ที่มอบหมายให้ สปน. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) ในกรณีดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติและสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการในภาพรวมเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   2. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 สปน. ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กห. กค. (กรมบัญชีกลาง) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มท. สธ. สงป. ตร. สปสช. อผศ. สปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             2.1 พระราชบัญญัติเหรียญราชการชายแดน พ.ศ. 2497 มาตรา 6 บัญญัติให้ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนของทางราชการ และระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ ข้อ 6 (ก) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ หรือองค์การรัฐบาลทุกแห่ง ตลอดจนได้รับยาบำบัดโรคโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน ในส่วนของการตีความคำว่า “โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน” นั้น อาจเป็นความมุ่งหมายของระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ เนื่องจากว่า ในขณะที่มีการออกระเบียบดังกล่าว (พ.ศ. 2505 และ พ.ศ. 2511) ผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ อำเภอชายแดน เพื่อป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งมีทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ รวมทั้งบุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงต่อชีวิต โดยหากผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการ ย่อมมีสิทธิในการรักษาพยาบาลตามสิทธิของสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการโดยปกติอยู่แล้วแต่หากเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการจะไม่มีสิทธิได้รับการรักษาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลเช่นเดียวกับข้าราชการ ดังนั้น เพื่อให้บุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ อำเภอชายแดน เพื่อป้องกันราชอาณาจักรจนได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนมีสิทธิในการรักษาพยาบาลและรับยาบำบัดโรคโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน ระเบียบดังกล่าวจึงกำหนดหลักการดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบแบบแผนของทางราชการเพื่อรองรับสิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ทั้งที่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และบุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง

                             2.2 สิทธิการรักษาพยาบาลในปัจจุบันได้พัฒนาและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ (1) ข้าราชการมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (สิทธิข้าราชการ) กำหนดให้เบิกค่ารักษาพยาบาลตามบัญชียาหลักแห่งชาติครอบคลุมการรักษาพยาบาลทุกโรคได้เต็มจำนวน ทั้งนี้ หากประสงค์ใช้ยานอกเหนือจากบัญชียาหลักแห่งชาติกฎหมายได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถร่วมจ่ายได้ โดยเป็นการคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคมและงบประมาณ (2) บุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการ ปัจจุบันได้มีกฎหมายกำหนดสิทธิรักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับการรักษาและเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริง ทั้งนี้ หากผู้นั้นเป็นผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนด้วย ก็จะสามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลนอกหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้ได้อีกด้วย และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (สิทธิประกันสังคม) กำหนดสิทธิของผู้ประกันตนไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนหรือไม่ก็ตาม มีสิทธิได้รับการรักษาและเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริง ดังนั้น บุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ อำเภอชายแดนเพื่อป้องกันราชอาณาจักรจนได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดนสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิประกันสังคมได้โดยไม่เสียค่าตอบแทนอยู่แล้ว

                             2.3 ความเห็นและมติที่ประชุม ตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ คำว่า “โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน” มีความมุ่งหมายภายใต้สถานการณ์ของสิทธิการรักษาพยาบาลในขณะนั้น ซึ่งอาจมีข้อจำกัดบางประการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมีมากขึ้น โดยข้าราชการมีสิทธิสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนบุคคลอื่นที่มิใช่ข้าราชการมีสิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ซึ่งกฎหมายได้กำหนดสิทธิรักษาพยาบาลที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความคุ้มค่าในการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในปัจจุบันแล้ว ดังนั้น เห็นควรให้มีการแก้ไขนิยามคำว่า “โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน” ให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้มีความหมายเพียงว่า ค่าใช้จ่ายปกติอันเนื่องมาจากการรักษาพยาบาลตามอัตราที่ทางราชการกำหนด แต่ไม่รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะพิเศษที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายปกติดังกล่าวอย่างไรก็ตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน สมควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ประชุมจึงมีมติเห็นสมควรให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ศึกษา พิจารณา และแก้ไขระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนฯ ให้มีความทันสมัย โดยมี มท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาด้วย เช่น กห. กค. (กรมบัญชีกลาง) กระทรวงแรงงาน (สปส.) สธ. สงป. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตร. สปสช. เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้ได้ข้อยุติต่อไป

_______________

*ค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะพิเศษ/ค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินสิทธิ เช่น ค่าธรรมเนียมผู้ป่วยนอก/ค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลที่มิได้สังกัด สธ. (โรงพยาบาลสังกัด สธ. กค. ให้เบิกได้ จำนวน 50 บาท แต่โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้เอง หากกำหนดอัตราสูงกว่าที่ กค. กำหนดผู้รับบริการเป็นผู้รับผิดชอบ)

6. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชนและผู้อำนวยการองค์การมหาชน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์การมหาชน (กพม.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560  [เรื่อง ผลการดำเนินการตามมาตรา 5/8 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559] เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชน และให้ใช้หลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชน1 (หลักเกณฑ์การสรรหาฯ)                                   

                   2. มอบหมายให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลองค์การมหาชนทุกท่านตรวจสอบและเร่งรัดการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชนและผู้อำนวยการองค์การมหาชนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 25642 และให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลองค์การมหาชนที่ยังไม่สามารถแต่งตั้งประธานกรรมการและ/หรือกรรมการ รวมถึงผู้อำนวยการองค์การมหาชนได้เร่งรัดกระบวนการสรรหาให้แล้วเสร็จโดยด่วน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กพม. รายงานว่า

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (11 กรกฎาคม 2560) อนุมัติหลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชนตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชนมีแนวทางในการดำเนินการสรรหาฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งเพื่อให้องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปปรับใช้โดยมีสาระสำคัญ เช่น (1) การสรรหาผู้อำนวยการองค์การมหาชนต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติให้การแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การมหาชนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้ง และหากมีเหตุผลจำเป็นให้คณะกรรมการองค์การมหาชนขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าวให้คณะกรรมการองค์การมหาชนรายงาน กพม. โดยเร็ว และ กพม. รายงานรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งพิจารณาเสนอรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง (2) การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชนจะต้องกำหนดเป็นระเบียบ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชน โดยระยะเวลาการสรรหาให้เทียบเคียงกับระยะเวลาการสรรหา ผู้อำนวยการองค์การมหาชน

                   2. ที่ผ่านมาพบปัญหาองค์การมหาชนบางแห่งยังไม่สามารถเสนอรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน รวมถึงผู้อำนวยการองค์การมหาชน ต่อคณะกรรมการองค์การมหาชนหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งได้ตามกรอบเวลาที่กฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 กำหนดไว้ จึงอาจทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการกำกับดูแลและบริหารงานขององค์การมหาชน

                   3. จากปัญหาข้างต้น กพม. ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 พิจารณาแล้วเห็นควรทบทวนหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชน เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น
มีสาระสำคัญครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น

                             3.1 หลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยการเพิ่มและปรับปรุงแนวทางการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น (1) กำหนดให้มีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการล่วงหน้าได้ 3 เดือน เพื่อให้มีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาคณะกรรมการชุดเดิมต้องรักษาการนาน (เดิมไม่ได้กำหนดให้ทำได้) (2) กำหนดให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชน (คณะกรรมการสรรหา) [เดิมกำหนดให้คณะกรรมการองค์การมหาชนเป็นผู้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชน (คณะอนุกรรมการสรรหา)] รวมทั้งกำหนดให้องค์ประกอบของคณะกรรมการองค์การมหาชนต้องไม่เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในคณะกรรมการสรรหา (3) กำหนดระยะเวลาพิจารณาในชั้นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชน ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่คณะกรรมการสรรหามีมติเห็นชอบรายชื่อ โดยหากพ้น 60 วัน นับถัดจากวันที่คณะกรรมการสรรหามีมติเห็นชอบรายชื่อ ให้ กพม. เสนอรายชื่อที่ได้มานั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไปเพื่อให้กระบวนการสรรหาเกิดความรวดเร็วและต่อเนื่อง

                             3.2 หลักเกณฑ์การสรรหาผู้อำนวยการองค์การมหาชน โดยการเพิ่มและปรับปรุงแนวทางการสรรหาดังกล่าว เช่น (1) กำหนดกรอบ/แนวทางการประเมินเบื้องต้นในกรณีการต่อวาระสองของผู้อำนวยการองค์การมหาชนให้ดำเนินการโดยเคร่งครัด ชัดเจนและมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น 1) ข้อมูลผลงานของผู้อำนวยการในช่วงวาระที่ผ่านมาที่เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์ 2) แนวทางการขับเคลื่อนงานขององค์การมหาชนในอนาคตที่สอดคล้องกับทิศทาง/แนวนโยบายขององค์การมหาชน ทั้งนี้ การต่อวาระของผู้อำนวยการองค์การมหาชนให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนครบวาระ 60 วัน เพื่อให้การบริหารงานมีความต่อเนื่อง หากไม่สามารถทำสัญญาจ้างโดยนับวันต่อเนื่องจากวาระแรกได้ ให้คณะอนุกรรมการสรรหาเสนอคณะกรรมการองค์การมหาชน รับทราบและเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ (เดิมไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการประเมินในการดำรงตำแหน่งในวาระสอง และไม่ได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการกรณีไม่สามารถทำสัญญาจ้างต่อเนื่องจากการสิ้นวาระแรกได้) (2) กำหนดคุณสมบัติของอนุกรรมการสรรหาให้เป็นกรรมการขององค์การมหาชนหรือที่ปรึกษาคณะกรรมการสรรหา ไม่เกิน 2 คน เพื่อให้มีสัดส่วนคนนอกเข้าร่วมในกระบวนการสรรหามากขึ้น และเพิ่มความโปร่งใสในการคัดเลือก (เดิมกำหนดให้อนุกรรมการสรรหาอาจเป็นกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชนนั้นก็ได้)

                             3.3 การสรรหาคณะกรรมการและผู้อำนวยการตามบทเฉพาะกาลแห่งกฎหมายจัดตั้ง ให้องค์การมหาชนดำเนินการตามหลักเกณฑ์การสรรหานี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง หากสรรหาไม่แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาตามที่บัญญัติในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ให้ดำเนินการตามขั้นตอนการสรรหาตามที่กำหนดในหลักเกณฑ์นี้

                             3.4 การปรับปรุงระเบียบการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการขององค์การมหาชนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ที่ปรับปรุงใหม่ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ที่เสนอในครั้งนี้ให้องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทบทวนระเบียบการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชนที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ ภายใน 60 วัน แล้วจัดส่งให้ กพม. ทราบก่อนเริ่มสรรหา

                             ทั้งนี้ กรณีองค์กรมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะให้คณะกรรมการองค์การมหาชนพิจารณานำหลักเกณฑ์การสรรหาฯ ที่เสนอในครั้งนี้ไปกำหนดตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การมหาชน

                   4. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 มีนาคม 2564) มอบหมายให้รัฐมนตรีทุกท่านตรวจสอบและเร่งรัดการแต่งตั้งคณะกรรมการตามกฎหมาย รวมทั้งกรรมการและผู้บริหารขององค์การมหาชนต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการองค์การมหาชนเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และหลักเกณฑ์การสรรหาฯ กพม. จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกท่านตรวจสอบและเร่งรัดดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

                   5. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์การสรรหาฯ เพื่อให้กระบวนการสรรหาคณะกรรมการและผู้อำนวยการองค์การมหาชนเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เกิดความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในระบบการสรรหา ผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และเพื่อให้มีการควบคุมดูแลและการบริหารกิจการขององค์การมหาชน ที่ดำเนินการโดยผู้อำนวยการองค์การมหาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดภาวะสุญญากาศใน
การควบคุมดูแลและการบริหารองค์การมหาชน

______________________

1จากการประสานสำนักงาน ก.พ.ร. แจ้งว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติในครั้งนี้แล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะจัดทำคู่มือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสรรหาเพื่อให้องค์การมหาชนนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วนต่อไป (ตามมติที่ประชุม กพม. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569)

2คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 (เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการตามกฎหมาย/กรรมการและผู้บริหารขององค์การมหาชน) โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีทุกท่านตรวจสอบและเร่งรัดการแต่งตั้งคณะกรรมการตามกฎหมาย รวมทั้งกรรมการและผู้บริหารขององค์การมหาชนต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อมิให้เกิดปัญหาขึ้น

7. เรื่อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำคำชี้แจงและเอกสารประกอบในเรื่องดังกล่าวเป็นการด่วน แล้วจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมการไว้เป็นการล่วงหน้าสำหรับประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว ทั้งนี้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง กำหนดให้รอการพิจารณาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

                   2. โดยที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 173 ซึ่งบัญญัติให้เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ให้สภาผู้แทนราษฎรรอการพิจารณาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ส่งความเห็นนั้นมา เพื่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะได้พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

                   อนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น

                   2. ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามแนวทางในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 (เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ) ในกรณีที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งจากประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้รีบนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ และมีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำคำชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน หากเสร็จแล้วให้รีบจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าสำหรับประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยที่หน่วยงานนั้น ๆ ไม่ต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

8. เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษาตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภคและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้ สืบเนื่องจากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีประกาศเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.
ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบเนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษโครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน ส่งผลให้ในทางปฏิบัติสถานศึกษาสังกัด สพฐ. หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาเช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ซึ่งการขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 อาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

                   2. กสม. เห็นว่า สิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สินการปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญ และสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ. พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คนในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษาเนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็น ร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

                   3. กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อคณะรัฐมนตรีให้มอบหมาย ศธ. สั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราวโดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

9. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมกระทรวงแรงงาน (รง.) ได้มีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแล้ว จำนวน 141 สาขา เช่น ช่างเครื่องเรือนไม้ ช่างซ่อมรถยนต์ ช่างฉาบยิปซัม ช่างซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าพนักงานขับรถบรรทุก นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ภาษาซี) ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 29 กันยายน 2566 และประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 9 เมษายน 2568 [ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 พฤศจิกายน 2566 และ 20 พฤษภาคม 2568) รับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง 2 ฉบับดังกล่าว ตามที่ รง. เสนอแล้ว]

                   2. คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ปี 2568 โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือใน 3 กลุ่มสาขาอาชีพ รวมทั้งสิ้น 4 สาขา เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและจัดทำอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือประกอบด้วย (1) สาขาอาชีพเครื่องจักรกลและการผลิต จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์1 และ สาขาช่างเชื่อมมิก2 (2) สาขาอาชีพไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 1 สาขา คือ สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)3 และ (3) สาขาอาชีพระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 1 สาขา คือ สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์4 โดยพิจารณาข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็นสถานประกอบกิจการ ลูกจ้าง และผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ลักษณะการทำงานในแต่ละสาขา การจ่ายค่าจ้างจริงในตลาดแรงงาน และความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง รวมถึงได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นจากนายจ้างและลูกจ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อเสนอร่างอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา ต่อคณะกรรมการค่าจ้าง

                   3. ในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 (รองปลัดกระทรวงแรงงานแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา โดยให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน หลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือดังกล่าว สรุปได้ ดังนี้

หน่วย : บาท/วัน

 ลำดับ สาขาอาชีพ/สาขาอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ
ระดับ 1ระดับ 2
สาขาอาชีพเครื่องจักรกลและการผลิต
1.สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์550650
2.สาขาช่างเชื่อมมิก550650
สาขาอาชีพไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
3.สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)560
สาขาอาชีพระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
4.สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม630

หมายเหตุ : มาตรฐานฝีมือแรงงาน คือ ข้อกำหนดทางวิชาการที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพสาขาต่าง ๆ ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยแบ่งเกณฑ์วัดระดับฝีมือแรงงานเป็น 3 ระดับ (ระดับที่ 1 ผู้ที่มีฝีมือและความรู้พื้นฐานในการทำงาน ปฏิบัติงานภายใต้คำแนะนำของหัวหน้างาน ระดับที่ 2 ผู้ที่มีฝีมือระดับกลาง มีความรู้ความสามารถ ทักษะการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ได้ดี และมีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถให้คำแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาได้ และระดับที่ 3 ผู้ที่มีฝีมือระดับสูง สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจแก้ปัญหา นำความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีใหม่ได้) และจะมีรายละเอียดของเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานที่แตกต่างกันในแต่ละสาขา ซึ่งผู้ที่ผ่านการทดสอบจะได้รับใบรับรอง ผ่านการทดสอบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

                   4. การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ จำนวน 4 สาขา ที่ รง. เสนอในครั้งนี้เป็นการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานผีมือใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ หากนับรวมการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือที่ รง. ได้เคยกำหนดมาแล้ว 141 สาขา กับสาขาที่กำหนดใหม่ในครั้งนี้ 4 สาขา จะรวมทั้งสิ้นเป็น 145 สาขา

________________

1ช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์ คือ ช่างเชื่อมที่ใช้ลวดเชื่อมแบบมีน้ำยาในตัว (ไส้ฟลักซ์) ซึ่งเมื่อเกิดความร้อน น้ำยาจะละลายออกมาคลุมแนวเชื่อมแทนการใช้แก๊สจากถัง ทำให้สามารถเชื่อมงานกลางแจ้งที่มีลมแรงได้ดี เหมาะสำหรับงานโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่และงานสนามกลางแจ้ง

2ช่างเชื่อมมิก คือ ช่างเชื่อมที่ใช้กระบวนการเชื่อมแบบอาร์คด้วยโลหะภายใต้แก๊สปกคลุม และต้องใช้แก๊สเฉื่อย (เช่น อาร์กอน) จากถังภายนอกพ่นคลุมแนวเชื่อมเพื่อป้องกันอากาศเข้าแทรกซึม เหมาะสำหรับงานเชื่อมโลหะแผ่นบางและงานประกอบรถยนต์

3ช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า คือ ช่างผู้ชำนาญการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่จะถูกนำไปใช้งานโดยตรงหรือเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด เหมาะสำหรับพื้นที่ห่างไกลที่สาย
ส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือผู้ที่ต้องการสำรองไฟไว้ใช้เองโดยเฉพาะ

4ช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์ คือ ช่างผู้ชำนาญการในการดูแลรักษาและซ่อมแซมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ทั้งในส่วนของระบบกลไกและข้อต่อ และระบบควบคุมและเซนเซอร์ เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานในสายการผลิตได้อย่างแม่นยำและไม่หยุดชะงัก

ต่างประเทศ

10. เรื่อง การเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ในส่วนของการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ และการรับเงินค่าเช่าห้อง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ประชุมประจำปีฯ) ปี 2569 (คณะกรรมการระดับชาติฯ)

                   2. อนุมัติให้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเห็นชอบให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) ในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 และในช่วงระหว่างวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 และวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่อบรรเทาปัญหาด้านการจราจรและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของผู้เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งเพื่อให้การอารักขาและการรักษาความปลอดภัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ขอความร่วมมือให้รัฐวิสาหกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนแต่ละแห่ง พิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ในกรณีที่หน่วยงานใดมีภารกิจในการให้บริการประชาชน หรือมีความจำเป็น หรือมีราชการสำคัญในวันหยุดดังกล่าวที่ได้กำหนดหรือนัดหมายไว้ก่อนแล้ว ซึ่งหากยกเลิกหรือเลื่อนไปจะเกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน  ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรโดยมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน

                   3. มอบหมายให้ กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีหน้าที่และอำนาจในการรับเงินค่าเช่าห้องและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. รายงานว่า

                   1. ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมในระหว่างวันจันทร์ที่ 12 ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 (ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวจะมีการประชุมประจำปีฯ และการประชุมคู่ขนานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. โดยคาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกประมาณ 400 คน ตลอดจนผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก ผู้นำทางความคิด และนักวิชาการกว่า 15,000 คน เดินทางมาไทยเพื่อประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจการเงินโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ ในการเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 เจ้าหน้าที่จากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เดินทางมาสำรวจและเข้าร่วมเตรียมการประชุมกับฝ่ายไทย โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจราจรซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่ กทม. ในช่วงการประชุมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีกำหนดการจัดงานประชุมหลัก (Plenary) และจะมีผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนมากที่สุด

                   2. คณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 (ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน) ในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่ กทม. ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 และให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) ในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 และในช่วงระหว่างวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึงวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมทั้งขอความร่วมมือภาคเอกชนในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 พิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ การกำหนดวันหยุดราชการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่เคยปฏิบัติเมื่อปี 2534 ซึ่งไทยได้เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ พร้อมกับจัดงานประชุมหลัก (Plenary) ในช่วงระหว่างวันที่ 15 – 17 ตุลาคม 2534 ณ กทม. รวมทั้งเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรและการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของผู้เข้าร่วมการประชุมจำนวนมาก ตลอดจนการอารักขาและการรักษาความปลอดภัยผู้นำแต่ละประเทศให้ด้วยความเรียบร้อย
มีประสิทธิภาพ

                   3. คณะกรรมการระดับชาติฯ เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและแนวทางจัดเตรียมการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ทั้งด้านสารัตถะ พิธีการและอำนวยการการรักษาความปลอดภัยและการจราจร การประชาสัมพันธ์ งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงกำกับและติดตามการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (3 ธันวาคม 2567) เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติฯ ตามที่ กค. เสนอ และได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการระดับชาติฯ มาเป็นลำดับ ทั้งนี้ กค. ได้มีการตรวจสอบและปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการระดับชาติฯ ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันแล้ว  โดยมีรายละเอียดของตำแหน่งที่สำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงสรุปได้ ดังนี้

รายชื่อองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ระดับชาติ(ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569)รายชื่อองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ระดับชาติ(เสนอคณะรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนในครั้งนี้)
องค์ประกอบ (แก้ไขตำแหน่งกรรมการ 1 ตำแหน่ง) ปรับเพิ่มกรรมการ 2 ตำแหน่ง และปรับกรรมการออก 1 ตำแหน่ง
1. นายกรัฐมนตรี                             ประธานกรรมการ2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง    รองประธานกรรมการ 3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย       กรรมการ 4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข     กรรมการ5. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง   กรรมการ6. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี                  กรรมการ                   ฯลฯ 19. ปลัดกระทรวงการคลัง                   กรรมการ                                                และเลขานุการ                   ฯลฯ 1. นายกรัฐมนตรี                             ประธานกรรมการ2. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รองประธานกรรมการว่าการกระทรวงการคลัง                     คนที่ 13. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รองประธานกรรมการว่าการกระทรวงต่างประเทศ                 คนที่ 24. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย       กรรมการ5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข     กรรมการ6. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี                  กรรมการ                   ฯลฯ11. ปลัดกระทรวงมหาดไทย                 กรรมการ                   ฯลฯ 20. ปลัดกระทรวงการคลัง                   กรรมการ                                                และเลขานุการ                   ฯลฯ
อำนาจหน้าที่ (คงเดิม)
1. กำหนดนโยบายและแนวทางจัดเตรียมการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ทางด้านสารัตถะ พิธีการและอำนวยการการรักษาความปลอดภัยและการจราจร การประชาสัมพันธ์ งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างรวมทั้งกำกับและติดตามการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพส่งเสริมสถานะและบทบาทของไทยในเวทีโลก2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมายฯลฯ

4. การรับเงินค่าเช่าห้องประชุม เนื่องจากในการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 จะมีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมประชุมเช่าพื้นที่สำนักงานหรือห้องประชุมเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมเตรียมการประชุมหรือการประชุมย่อยเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานรับค่าเช่าห้อง และดำเนินการนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ทั้งนี้ ข้อ 2 (5) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พ.ศ. 2565 กำหนดให้ สศค. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ สศค. หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ดังนั้น เพื่อเตรียมการรองรับการชำระค่าเช่าห้องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้ กค. โดย สศค. มีหน้าที่และอำนาจในการรับเงินค่าเช่าห้องและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ต่อไป

11. เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                   1. ร่างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028  (พ.ศ.2569-2571) (ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

                   2. ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.2026-2028 (พ.ศ.2569-2571) (ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ) เพื่อทดแทนแผนการ (Roadmap) สำหรับการดำเนินความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส (ค.ศ. 2022-2024) (แผนการฯ) ซึ่งสิ้นสุดผลบังคับใช้แล้วเมื่อ พ.ศ. 2567 โดยร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ มีลักษณะใกล้เคียงกันกับแผนการฯ ฉบับเดิม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศสไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ระหว่างกันและมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ เช่น การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้คาร์บอน (Decarbonized Energy) และการส่งเสริมความร่วมมือด้านซอฟต์พาวเวอร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น แฟชั่น ภาพยนตร์ อาหาร ทั้งนี้ จะมีการลงนามในร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ระบุความร่วมมือระหว่างกันใน 4 ประเด็น ได้แก่ (1) เสริมสร้างการหารืออย่างเป็นทางการในด้านการเมือง ความมั่นคง และประเด็นระดับโลก (2) ยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม (3) เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นผ่านการพัฒนาความร่วมมือระยะยาว (4) เสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน

                   ทั้งนี้  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่ กต. เสนอ สำหรับ กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ มิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

12. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ของกองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ในราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2568-2573)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (สิงคโปร์) ว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ของกองทัพสิงคโปร์ในราชอาณาจักรไทย (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore on the Participation of Singapore Armed  Forces in Cobra Gold Exercise in the Kingdom of Thailand) (พ.ศ. 2568-2573) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้ กห. พิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม รวมทั้ง ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)
ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   1. กห. รายงานว่า กองทัพไทยและกองทัพสิงคโปร์ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายในการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ (เป็นการฝึกร่วม/ผสมระดับพหุภาคีในการส่งเสริมด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพ และมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ของทุกปี) ซึ่งที่ผ่านมากองทัพสิงคโปร์ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการฝึกในไทยเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง

                   2. ในครั้งนี้ กห. ได้เสนอร่างบันทึกความเข้าใจฯ (พ.ศ.2568-2573) มีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดเงื่อนไข ข้อกำหนด และคำแนะนำสำหรับกำลังพล รัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ในระหว่างการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ในไทย

                    ประโยชน์และผลกระทบ : เป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์จากสิงคโปร์ทั้งในด้านการเมือง ด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจในอนาคต 

                   ทั้งนี้  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือประเภทอื่นตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  กรณีจึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

13. เรื่อง การให้การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง และนำเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

                    2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ พณ. นำตราสารการยอมรับดังกล่าวส่งไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง (Agreement on Fisheries Subsidies) เป็นการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่อห้ามสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงที่เป็นอันตรายต่อความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล โดยการยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง WTO ซึ่งเป็นไปตามผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 17 มิถุนายน 2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ที่มีมติรับรองพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้ง WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาคผนวก 1A ของความตกลง WTO (Multilateral Agreements on Trade in Goods) พิธีสารดังกล่าว โดยความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ 2 ใน 3 ของสมาชิก WTO ทั้งหมด (คิดเป็น 111 รายจาก 166 ประเทศ) โดยความตกลงฯ จะบังคับใช้เฉพาะกับสมาชิกที่ให้การยอมรับ (Acceptance) แล้วเท่านั้น และจะบังคับใช้กับสมาชิกที่ให้การยอมรับหลังจากความตกลงฯ มีผลใช้บังคับแล้วทันที ซึ่งปัจจุบันความตกลงฯ มีผลใช้บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม WTO และสมาชิกที่ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้วได้ผลักดันให้สมาชิกที่เหลือเร่งดำเนินการภายในเพื่อสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 119 ราย ได้ให้การยอมรับพิธีสารฯ แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียนที่ให้การยอมรับแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ไทย อินโดนีเซีย และเมียนมา ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

                    ดังนั้น เพื่อให้ไทยสามารถยอมรับพิธีสารฯ ได้โดยเร็วที่สุด อันเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล และเป็นการแสดงความพร้อมในการปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO รวมทั้งเป็นการดำเนินการตามข้อเสนอภาคผนวกข้อผูกพันเฉพาะรายประเทศภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยกระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอเรื่อง การให้การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง มาเพื่อดำเนินการโดยความตกลงฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             1.1 ความตกลงฯ มีขอบเขตครอบคลุมเฉพาะการอุดหนุนการทำประมงในทะเลตามธรรมชาติและกิจกรรมในทะเลที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง ซึ่งไม่รวมถึงการอุดหนุนแก่การเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงน้ำจืด

                             1.2 ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนแก่เรือประมงหรือผู้ประกอบการประมงหลังจากถูกตัดสินว่ามีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) หรือกิจกรรมที่สนับสนุนการทำ IUU Fishing

                             1.3 ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในกลุ่มสัตว์น้ำที่ถูกจับมากเกินควร (Overfished Stocks) ยกเว้นในกรณีที่สมาชิกมีการอุดหนุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ หรือมีการดำเนินมาตรการอื่นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนก็จะสามารถให้การอุดหนุนประมงในกลุ่มที่เป็น Overfished Stocks ต่อไปได้

                             1.4 ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง (ทะเลหลวง) ที่ไม่มีหน่วยงานใดควบคุมดูแล รวมทั้งการให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการอุดหนุนเรือประมงที่ไม่ได้ชักธงของรัฐ และการอุดหนุนในพื้นที่ที่ไม่ทราบสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำ

                             1.5 กำหนดให้มีการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) โดยยกเว้นจากการห้ามอุดหนุนที่นำไปสู่ IUU Fishing และการอุดหนุนที่เกี่ยวข้อง Overfished Stocks เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) (ประเทศไทยยังสามารถดำเนินการอุดหนุนได้เป็นระยะเวลา 2 ปี ภายใน เขต EEZ ดังกล่าว เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับตัวกับมาตรการดังกล่าวได้)

                             1.6 ให้มีกลไกการให้เงินสนับสนุน หรือกองทุนภายใต้ WTO เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่สมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและ LDCs ในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงฯ

                   2. กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ความตกลงฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมจุดยืนของประเทศไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและประเทศไทยจะปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศภายใต้ WTO ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกโดยผลของการปฏิบัติตามความตกลงฯ จะได้มาซึ่งการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความตกลงฯ ไม่ได้สร้างข้อจำกัดและไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์เพิ่มเติม หรือต้องปรับตัวกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทย โดยกรมประมงได้มีมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงเพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เช่น การออกใบอนุญาตทำประมง การกำหนดวันในการทำประมง การกำจัดจำนวนเรือ การกำหนดพื้นที่และเครื่องมือในการทำประมง เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนของ WTO ภายหลังจากการยอมรับความตกลงฯ เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และภาคการประมงของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไปด้วย

แต่งตั้ง

14. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   1. สลน. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 149/2569 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สรุปได้ ดังนี้   

                             1.1 รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                                      – ให้ยกเลิกการมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายในข้อ 3.1.6 [คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติฯ) ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย]

                                      – ให้ยกเลิกการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายในข้อ 3.5 (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569  ลงวันที่ 24 เมษายน 2569) และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

                                      “3.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

                                                3.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                3.5.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

                                                3.5.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เพิ่มใหม่ในคำสั่งนี้)

                                                3.5.4 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

                                                3.5.5 รองประธานกรรมการ คนที่ 3  ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ”

1.2 รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

                                      – ให้ยกเลิกการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายในข้อ 5.5.1 [คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24เมษายน 2569 ที่มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจีฯ) ปฏิบัติหน้าที่เป็นรองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย)

15. เรื่อง การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (Mr. Izmir Kamarudin)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้ง Mr. Izmir Kamarudin ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย แทนรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ฯ เดิม ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2571 ซึ่งเป็นการนับวาระต่อเนื่องตามกำหนดเดิม

                   ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

16. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย  ดังนี้

                   1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ)

                   2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)

                   ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสหกรณ์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ (นักวิชาการสหกรณ์ทรงคุณวุฒิ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

18. เรื่อง การเสนอชื่อผู้แทนประเทศไทยสมัครรับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบการเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ (Deputy Director General: DDG) และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (Assistance Director General: ADG) ของ WIPO

                   2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งหนังสือแจ้งชื่อผู้สมัคร (Letter of Nomination) ถึง WIPO ตามช่องทางที่ WIPO กำหนด เพื่อเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง DDG และ ADG ของ WIPO ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                   1. นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

                   2. นายเสก นพไธสง ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

                   ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

20. เรื่อง  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ แต่งตั้ง นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้ง นางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

23. เรื่อง ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอให้ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2570 เพื่อให้การบริหารราชการของกรมการขนส่งทางรางเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

24. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

25. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงาน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง
นายสถาพร ใจอารีย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทนนายรัตนะ สวามีชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

26. เรื่อง ผลการสรรหากรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กระทรวงพาณิชย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจำนวน 1 คน ได้แก่ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ตามที่คณะกรรมการการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯ ได้คัดเลือกแล้ว เพื่อแต่งตั้งแทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

27. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายพินิตเมธ ทีฆธนานนท์      ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

                   2. นางจิดาภา สุนทรธนากุล       ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายอริญชัย ซูสารอ

                   2. นายศาสตรา ศรีปาน

                   3. นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

29. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                   1. นายธนวรรษ เพ็งดิษฐ์

                   2. นางญาณิกา เทียนทอง

                   3. นายพอพงษ์ ชินวัตร

                   4. พันตำรวจโท ปิยวิชญ์ วงศ์สวัสดิ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

30. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายบุญแก้ว สมวงศ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

                   ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

Leave a comment