“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

"สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด" เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

19 พ.ค. 2569 13:43 น.

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประกาศแผนลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนกว่า 15% ภายในปี 2030 หรือราว 7,800 ตำแหน่ง หลังเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มผลกำไรและแข่งขันในธุรกิจธนาคารยุคใหม่

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้แถลงแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก โดยระบุว่าจะทำการปรับลดตำแหน่งงานในส่วนปฏิบัติการองค์กรและสนับสนุนลง 15% ภายในปี 2030 ซึ่งจากการคำนวณพบว่าจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 7,800 ตำแหน่ง จากจำนวนพนักงานในกลุ่มนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ราว 52,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกของธนาคารที่มีอยู่เกือบ 82,000 คน

นายบิล วินเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า การปรับลดพนักงานในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยระบบอัตโนมัติและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่การตัดลดต้นทุนแบบธรรมดา แต่ในบางกรณีมันคือการแทนที่ทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าต่ำ ด้วยทุนทางเงินตราและทุนเพื่อการลงทุนที่เราใส่เข้าไปต่างหาก” อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าธนาคารตั้งเป้าที่จะโยกย้ายพนักงานส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ภายในองค์กรแทนหากเป็นไปได้

ธนาคารระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังขยายขอบเขตการใช้งานจริงของระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ช่วยในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในแง่การบริการลูกค้าและระบบการทำงานภายใน โดยศูนย์ปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจะอยู่ในเมืองเจนไนและบังกาลอร์ของอินเดีย รวมถึงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงวอร์ซอของโปแลนด์

การประกาศลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายของแผนการดำเนินงานนับทศวรรษของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ต้องการพลิกโฉมองค์กรจากธนาคารที่ตกเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ ให้กลายเป็นสถาบันการเงินที่ทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยธนาคารได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ ขึ้นไปอยู่ที่สูงกว่า 15% ในปี 2028 และคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงราว 18% ในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มั่งคั่งและสถาบันการเงินภายใต้ฝ่ายวาณิชธนกิจและบรรษัทภิบาล โดยธนาคารได้เลื่อนเป้าหมายในการดึงดูดเงินทุนใหม่สุทธิ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วขึ้นเป็นปี 2028 จากเดิมที่ตั้งไว้ปี 2029 หลังจากที่ในไตรมาสแรกธนาคารสามารถทำรายได้จากกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเงินทุนใหม่จากลูกค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งสูงขึ้น 2.5% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า สวนทางกับดัชนีฮั่งเส็งที่ค่อนข้างทรงตัวในวันเดียวกัน

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไม่ใช่สถาบันการเงินแห่งแรกที่ปลดพนักงานเพื่อหลีกทางให้ AI โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดีบีเอส (DBS) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ก็ได้ประกาศแผนปรับลดพนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราวราว 4,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

กระแสการเลิกจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ โดยในปีนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้างเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ต่างพากันปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก เช่น เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ที่ประกาศว่าจะปรับลดพนักงานลง 10% หรือราว 8,000 ตำแหน่ง พร้อมระงับการเปิดรับสมัครงานในอีกหลายพันตำแหน่ง รวมถึง แอมะซอน (Amazon) ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 ราย และ ออราเคิล (Oracle) ที่ปรับลดไปมากกว่า 10,000 รายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเร่งรวมโมเดล AI ขั้นสูงเข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Reuters

Leave a comment