
หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง “ดี-รอด-ร่วง”
วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.25 น.
การตัดสินใจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดหรือการจัดทำงบประมาณเพื่อกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินของประเทศในระยะยาว วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ ตามที่ระบุในเอกสารชี้แจงของกระทรวงการคลัง คือการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ฟื้นฟูภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม นโยบายสาธารณะขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่มองด้วยความระมัดระวัง และผู้ที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจน
การกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็น (มุมมองเชิงบวก)
มุมมองหน่วยงานภาครัฐ การกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การส่งออก หรือการลงทุนจากภาคเอกชน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีแถลงถึงนโยบายการกู้เงินครั้งนี้ว่า
“เมื่อกู้ผ่านแล้ว เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก” – อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าว
และเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายผ่านโครงการต่าง ๆ จะทำให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ซึ่งหมายความว่า เงิน 1 บาทที่รัฐบาลจ่ายออกไป จะถูกนำไปหมุนเวียนในการบริโภคและการผลิต เกิดเป็นรายได้และภาษีกลับคืนสู่รัฐ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังสะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกัน โดยทางสภาหอการค้าฯ ประเมินว่า หากเม็ดเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สามารถกระจายรายได้สู่ระดับท้องถิ่นได้จริง จะช่วยต่อลมหายใจให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศ
“วันนี้โลกกำลังแข่งกันที่ต้นทุนพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม… การใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านไปวัน ๆ แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน” – พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าว
ในด้านของตลาดทุน บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.ทิสโก้) ได้ประเมินผลกระทบของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต่อตลาดหุ้นไทยไว้ว่า “การออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น จากเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคและแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งมองว่าจะเป็นผลดีและส่งอานิสงส์โดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังผลกระทบเชิงลบในระยะกลาง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต”
การประคองสถานการณ์ที่ต้องจับตา (มุมมองระดับกลาง)
สำหรับกลุ่มนักวิชาการและสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องที่ผิดหลักการ แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่กู้มา หากแต่อยู่ที่ “ประสิทธิภาพ” และ “ความโปร่งใส” ในการใช้จ่ายเงินก้อนดังกล่าว
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ความเห็นในรายงานประเมินเสถียรภาพระบบการเงินว่า แม้การกู้เงินจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวสูงขึ้น แต่ตราบใดที่ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ซึ่งปัจจุบันกำหนดเพดานไว้ที่ 70% ของจีดีพี) ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้และบริหารจัดการสภาพคล่องได้
อย่างไรก็ตาม ธปท. เน้นย้ำว่า “สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นโดยที่รายได้ของประเทศไม่ได้เติบโตตามขอบเขตที่ตั้งไว้”
ทางด้านสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในขั้นตอนการปฏิบัติงาน นักวิจัยจาก TDRI ระบุว่า “ปัญหาที่มักพบในการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนใหญ่ของภาครัฐ คือความล่าช้าในการเบิกจ่ายและการกระจุกตัวของงบประมาณในบางภาคส่วน หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วและโปร่งใส เม็ดเงินที่ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีก็อาจล่าช้าออกไป ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”
นอกจากนี้ มุมมองที่เป็นกลางยังให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบ (Check and Balance) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ออกข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของทุกโครงการที่ใช้เงินกู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติไปจนถึงการประเมินผล เพื่อให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ การดำเนินการที่โปร่งใสนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการสร้างภาระหนี้ของรัฐบาลอีกด้วย
ความเสี่ยงต่อวินัยการคลังและภาระระยะยาว (มุมมองเชิงวิพากษ์)
ในทางตรงกันข้าม มีเสียงสะท้อนที่แสดงความกังวลอย่างมากต่อนโยบายนี้ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านและนักเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมทางการคลัง ซึ่งมองว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทอาจเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ได้ไม่คุ้มเสีย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคนรุ่นต่อไป
ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงทางวินัยการคลังว่า รัฐบาลยังขาดความชัดเจนว่าจะหาเงินจากแหล่งใดมาชำระคืนหนี้ก้อนนี้ โดยระบุว่า
“ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน”
พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้วภาระเหล่านี้จะตกไปอยู่กับประชาชนผ่านการรีดภาษีเพิ่มในอนาคตหรือไม่
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า งบประมาณที่ต้องใช้ในการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น นักวิชาการเตือนว่า “หากในอนาคตประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหม่ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐบาลอาจจะไม่มีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อมารับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อีก เนื่องจากเพดานหนี้ถูกใช้ไปจนเต็มแล้ว”
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง KKP Research และ SCB EIC เคยประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยง (Risk Scenario) ในลักษณะนี้ไว้ว่า หากพื้นที่ทางการคลังของไทยแคบลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agencies) ปรับลดเครดิตลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ‘ต้นทุนการกู้ยืม’ ที่แพงขึ้นทั้งระบบ และจะพุ่งชนบิลค่างวดรถและบ้านของประชาชนโดยตรง”
อนาคตเศรษฐกิจไทยบนความท้าทาย
การพิจารณาแผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถประเมินผลได้จากตัวเลขเพียงมิติเดียว จากข้อมูลและข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ สรุปได้ว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความท้าทายในทุกขั้นตอน
ในด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้น การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนและประคองกำลังซื้อตามที่รัฐบาลและภาคเอกชนคาดหวัง เป็นกลไกที่สอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อควรระวังจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเบิกจ่าย ความโปร่งใส และการบริหารจัดการโครงการ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดหรือไม่
ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและนักวิชาการก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ การตระหนักถึงภาระหนี้สาธารณะ พื้นที่ทางการคลังที่ลดลง และผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณมีความรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายที่นำเงินกู้ไปใช้นั้น เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถหารายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ท้ายที่สุด เงิน 4 แสนล้านบาทคือเครื่องมือ ไม่ใช่ผลลัพธ์ คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบไม่ใช่แค่เพียงว่า “เราจะกู้เงินหรือไม่” แต่คือ “เราจะบริหารจัดการเงินกู้อย่างไร ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อเศรษฐกิจ และทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลานน้อยที่สุด” ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การกู้เงินครั้งนี้ เป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง