รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.37 น.

นักวิชาการเจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ชี้รัฐบาลมาถูกทาง เร่งช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ชมรัฐบาลอ่านขาด ไม่ยึดเลข GDP แต่มองความเป็นจริง

20 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการและคนละครึ่งพลัส 60/40 ที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้ในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า แม้นโยบายลักษณะดังกล่าวอาจถูกมองในทางการเมืองเช่นเดียวกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา แต่หากมองผ่านมุมเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ จะพบว่านี่คือ “เกมประคองประเทศ” ท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในรอบหลายปี

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า โลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาเงินเฟ้อ แต่กำลังเผชิญ “สงครามต้นทุนชีวิต” ทั้งจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหาอำนาจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานรากโดยตรง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่ยืนมองประชาชนเผชิญปัญหาอยู่ข้างสนาม แต่คือรัฐที่ลงมาอยู่ในสนามเดียวกับประชาชน เข้าใจปัญหาและเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“สิ่งที่น่าสนใจของไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน แต่อยู่ที่ปรัชญาเบื้องหลังนโยบาย ที่พยายามเปลี่ยนจากรัฐแจกเงินแบบเดิม ไปสู่รัฐที่ออกแบบการฟื้นเศรษฐกิจร่วมกับประชาชน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

พร้อมอธิบายว่า โมเดลร่วมจ่าย 60/40 ซึ่งรัฐช่วย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ถือเป็นแนวคิดที่มีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง เพราะทำให้ประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานะ “ผู้รอรับ” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น “หุ้นส่วน” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ เป็นการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันต่อประเทศในช่วงวิกฤต

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า จุดแข็งสำคัญของนโยบายประเภทนี้ คือเม็ดเงินที่ลงไปถึงคนระดับฐานรากมักถูกใช้จ่ายทันที ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในระบบออมทรัพย์ แต่จะหมุนเข้าสู่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านโชห่วย ตลาดสด ร้านกาแฟขนาดเล็ก หรือบริการในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เงินสามารถหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวสะท้อนภาพ “รัฐดิจิทัลแบบไทย” ได้อย่างชัดเจน เพราะแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กำลังพัฒนาไปไกลกว่าแค่แอปใช้จ่ายเงิน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของรัฐ ทั้งในฐานะกระเป๋าเงินดิจิทัล ฐานข้อมูลเศรษฐกิจ และเครื่องมือบริหารนโยบายแบบ Real-time

“รัฐไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากระบบราชการยุคแฟ้มเอกสาร ไปสู่รัฐอัลกอริทึมสมัยใหม่ ซึ่งหลายประเทศกำลังพยายามทำ แต่ไทยกลับเดินมาได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า โจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการออกแบบให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงช่วยระยะสั้น แต่ต้องสามารถสร้างงาน พยุงเอสเอ็มอี และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้จริง โดยเสนอว่า รัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่มแรงจูงใจพิเศษ หากประชาชนนำสิทธิไปใช้กับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการไทยรายเล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่เฉพาะห้างค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่

รวมถึงเสนอให้รัฐใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายแบบรายพื้นที่ เพื่อออกแบบมาตรการเฉพาะจุดในอนาคต แทนการใช้นโยบายแบบหว่านทั้งประเทศ โดยมองว่าในโลกยุคใหม่ 

“นโยบายที่ดี ไม่ใช่นโยบายที่เสียงดังที่สุด แต่คือนโยบายที่แม่นยำที่สุด”

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจไม่ใช่นโยบายที่เปลี่ยนประเทศได้ในชั่วข้ามคืน แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก ความแข็งแรงของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลข GDP แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด ในวันที่คนตัวเล็กกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพอย่างหนัก

Leave a comment