
21 พ.ค. 2569 11:59 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“ทรัมป์” เตรียมต่อสายตรงคุยปธน.ไต้หวัน เรื่องขายอาวุธแสนล้าน เมินธรรมเนียมการทูตสหรัฐ-จีน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเตรียมพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ ยึดถือมาตั้งแต่ปี 1979
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะพูดคุยโดยตรงกับ นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการแหกกฎและธรรมเนียมทางการทูตอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้นำของสหรัฐฯ และไต้หวัน ไม่เคยมีการเจรจาหรือติดต่อกันโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน เพื่อหันไปรับรองรัฐบาลจีน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขาวางแผนที่จะพูดคุยกับนายไล่ ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมจะคุยกับเขา ผมคุยกับทุกคนอยู่แล้ว เราจะสะสางเรื่องนั้น ซึ่งก็คือปัญหาเรื่องไต้หวัน” พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนว่า “ยอดเยี่ยมมาก” หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 2 วันที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ปัจจุบัน ทรัมป์ระบุว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะอนุมัติแผนขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.57 แสนล้านบาท) ให้กับไต้หวันหรือไม่ ซึ่งตามรายงานระบุว่าแพ็กเกจอาวุธดังกล่าวรวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านโดรนและระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งนี้ ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันปี 1979 สหรัฐฯ มีข้อผูกพันทางกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองให้แก่เกาะไต้หวัน แต่ที่ผ่านมาต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน
ตามรายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจีนกำลังชะลอการอนุมัติการเดินทางเยือนของนายเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายนโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยจีนยื่นเงื่อนไขว่าจะยังไม่เปิดทางให้จนกว่าทรัมป์จะตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อตกลงอาวุธของไต้หวัน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าเขาได้หยิบยกเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันขึ้นมาหารือ “ในรายละเอียดอย่างเจาะลึก” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในระหว่างการพบกันที่ปักกิ่ง ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นจริง จะถือเป็นการละเมิดนโยบายของสหรัฐฯ อีกหนึ่งข้อ นั่นคือ “หลักประกัน 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้คำมั่นกับไต้หวันว่าจะไม่มีการปรึกษาหารือกับจีนก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์ถูกถามถึงข้อผูกพันในยุค 1980 ดังกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เขากลับตอบเพียงว่า “ช่วงปี 1980 มันผ่านมานานมากแล้ว” และย้ำว่า “ผมต้องคุยกับคนที่บริหารไต้หวันอยู่ในตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร”
ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่เปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยปูตินและสีจิ้นผิงเคยเตือนว่าอาจเกิด “ความขัดแย้ง” หากจัดการปัญหานี้ไม่ดี แม้ว่าทรัมป์จะแสดงท่าทีลดทอนความเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม แต่ยอมรับว่าประธานาธิบดีสีมีจุดยืนที่ “แข็งกร้าวมาก” ในเรื่องนี้ และตัวทรัมป์เองก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับฝั่งจีน
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้ออกแถลงการณ์ทันที โดยย้ำว่าไต้หวันเป็น “ประเทศประชาธิปไตยที่มีอธิปไตยและเอกราช” และสันติภาพในช่องแคบไต้หวันจะไม่ถูก “เซ่นสังเวยหรือใช้เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยน” พร้อมเน้นย้ำว่าการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ คือกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของนายไล่ ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากจีน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต เพราะย้อนกลับไปในปี 2016 หลังชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใหม่ๆ เขาก็เคยต่อสายตรงพูดคุยกับ นางไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันในขณะนั้น จนทำให้รัฐบาลจีนยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และสร้างความไม่พอใจให้กับจีนเป็นอย่างมาก.