
นายกฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป บอกเป็นคนใช้ได้-นักเลง แต่พูดผิดเวลา
วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.
“นายกฯ”รับฟังสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ บอกผู้มีอิทธิพลไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นคนที่โน้มน้าว ปชช.ให้คนทำความดีได้ แซว”สุชาติ” เราไม่รู้จักเขาน้อยไป บอกเป็นคนใช้ได้ เป็นคนนักเลง แต่พูดผิดเวลา
21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับฟังการนำเสนอสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล จากผู้ว่าราชการและผู้บังคับการจังหวัดทั่วประเทศ
จากนั้น นายกฯ ได้กล่าวปิดการประชุม ว่า ในนามของหัวหน้ารัฐบาล ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีและปรากฏการณ์ใหม่ ที่คณะผู้บริหาร ด้านการปกครองและความมั่นคงได้มาสุ่มศีรษะ หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ใช้เวลาตั้งแต่เช้า ถือว่ามาทำงานร่วมกันในทำเนียบรัฐบาลวันนี้เพื่อผลักดันสิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนและประเทศของเรา ไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้เต็มที่ก็ 10 โมงครึ่ง ตนได้อยู่กับพวกท่านตลอดไม่ได้ไปไหนเดินตามวงต่างๆ
นายกฯ กล่าวว่า จากการรับฟังการสรุปของผู้แทน ของ 4 หน่วยงานแนวระดับปฏิบัติการ ได้ให้บทสรุปเรื่องปัญหาต่างๆ อย่าง ปัญหานอมินีที่ให้มีความผิดเท่ากับการฟอกเงิน การแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นต้น ตอนนี้ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ข้าราชการไทยจะทำเพื่อคนไทยไม่ได้ แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามระเบียบ ส่วนการเอกซเรย์ผู้มีอิทธิพล ตนเห็นต่างกับท่าน เพราะผู้มีอิทธิพลไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่อาจจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวให้คนทำความดีเป็นที่พึ่งพิงของคนได้ ทุกคนก็มีอิทธิพลกับตน ทั้งอิทธิพลทางความคิดในรูปแบบการทำงาน ซึ่งเชื่อว่าบางอย่างตนก็มีอิทธิพลกับท่าน สิ่งเหล่านี้ไม่มีปัญหา ตนจึงบอกให้ยิงไปตรงๆ คนเหล่านี้ ไม่ใช่คนมีอิทธิพล แต่คนเหล่านี้คืออันธพาล นักเลงก็ไม่ใช่ ไม่ใช่คนดีแน่นอน และยังเน้นย้ำ อย่าทำงานแบบไฟไหม้ฟางใช้กฎหมายมาดำเนินการ
โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯ ยังกล่าวถึง การหารือเรื่องของการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะนำข้อมูลไปส่งต่อยัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะกล่าวติดตลกว่า “เราไม่รู้จักเขาน้อยไป ผมรู้จักเขามากพอสมควร เป็นคนใช้ได้ เป็นคนนักเลง บางทีพูดผิดเวลานิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ได้มีการขอโทษคู่กรณีแล้ว”
นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องแผนที่ One Map มีอัตราส่วน 1 : 4,000 ที่มีขนาดแม่นยำมากที่สุด นี่ขนาดจะไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแค่ 1 : 50,000 แต่ 1 : 200,000 ไม่ต้องพูดนั่นเป็นการกะ ไม่มีทางที่จะหาข้อยุติลงมาได้ 1 : 50,000 ยังยุติยาก นั่นเป็นเรื่องระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภายในประเทศของเราหากสามารถดำเนินนโยบายวันแบบโดยใช้ 1 : 4,000 ได้ความชัดเจนความยุติธรรมก็จะเกิดขึ้น ใครจะโดนเพิกถอนใครจะได้รับความเป็นธรรมก็จะไม่มีข้อโต้แย้ง ที่เถียงแบบข้างๆ คูๆ จะไม่มีอีกต่อไปเพราะแผนที่มีความละเอียดเป็นอย่างมาก
นายกฯ ยังกล่าว ชื่นชมคำของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีราชสีมา ไม่ใช่อนุทินชอบอนุพงษ์ มีคอนเซ็ปว่า ยาเสพติดต้องซีลชายแดนด้วย ซึ่งก็ตรงกับ ผบ.ตร.พูด เพราะจะไม่เข้ามาพักด้านในได้ ทุกอย่างเข้ามาจากทางชายแดน แต่สิ่งที่ตนต้องชื่นชม ในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดของทุกคนทุกท่าน ทุกครั้งที่ได้มีการแถลงการจับกุมก็จะได้รับฟังคำบรรยาย ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางและรูปแบบลำเลียง ซึ่งต้องเฝ้าระวังในเรื่อง แต่มั่นใจในการทำงาน
นายกฯ ยังกล่าวว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ตนจึงตัดสินใจที่จะดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงด้วยตัวเอง ไม่ได้ให้รัฐมนตรีคนใดมากำกับดูแล ผมเข้ามาทำงานกับท่านในสมัยแรกมีเหตุการณ์มีความรุนแรงและซีเรียสมากมาย ทำให้ผมต้องทำงานกับพวกท่านอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่กองทัพไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคง การที่อยู่ตรงนี้ สามารถสื่อสารกับท่านโดยตรง ความเป็นเพื่อนร่วมงาน การสนับสนุนจะตัดสินใจได้เร็ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ตนต้องเชื่อท่าน เพราะถ้าไม่เชื่อท่าน จะทำงานด้วยกันไม่ได้อย่าทำงานเลยดีกว่า พร้อมขอให้ท่านเชื่อตัวผมได้ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ระหว่างท่านกับผม แต่เป็นความชื่นชมของประชาชน ที่มาจากการทำงานร่วมกัน ถ้าเราไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่วางยากันไม่สอดไส้ หรือมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน ก็จะไม่มีที่ยืนให้กับอันธพาลในประเทศ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอกับผู้กำกับ ผบ.ตร.กับนายกฯ แล้วจะมีตรงไหน ที่คนทำผิดกฎหมาย หรือข่มเหงประชาชนเอาเปรียบประเทศชาติจะยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ จึงขอฝากให้ตระหนักและอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอย ในภารกิจที่พวกเราทุกคนมีความรับผิดชอบ
นายกฯ กล่าวว่า อีกหนึ่งคำที่เป็นคีย์เวิร์ดในวันนี้ เป็นคำของผู้การฯ จ.สุราษฎร์ และผู้ว่าฯ ภูเก็ต ข้อมูลคืออำนาจ “Information is Power” ขอให้มีการทำแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมฐานข้อมูลจากผู้ป่วยเชื่อมโยงกัน เป็นสิ่งที่กำลังทำและเดินหน้าต่อไปเพราะต้องเข้าโออีซีดี และทำอีกหลายกิจกรรมที่จะทำให้ไทยเข้าคุณสมบัติที่จะได้ถือว่าเป็นประเทศ ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับประชาคมโลกได้ หรือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ก่อนย้ำว่า สิ่งที่จะเป็นความกดดันคือความคาดหวังของประชาชนจะบังเกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะเกิดสิ่งดีๆให้กับประชาชนคน