ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

ผบ.ตร. ชี้ อดีต ตร. วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วยเป็นดุลพินิจ หากผิดต้องแอ่นอกรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“ผบ.ตร.” ชี้ “อดีตตร.“วิจารณ์องค์กรตำรวจ เรียกรับส่วย เป็นดุลพินิจ แอ่นอกรับ หากผิด พร้อมฟันวินัย-อาญา โต้ หากไม่จริงต้องแจงสังคม ยัน ใช้ยาแรง ฟันตร.อุ้มรีดไถ ลั่นต้องกำจัด”เห็บหมัด” ให้ออกราชการไว้ก่อน

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หลังกล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ และเก็บส่วยทั่วประเทศ ว่า ตนเป็นคนไม่ตอบโต้ใคร และไม่ขอระบุชื่อ ซึ่งองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่กล่าวหากันแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาเสนอแนะเรื่องขึ้นมา และใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ดำเนินการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรกระทำ และไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้พึงระลึกว่าเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ ส่วนจะคิดถึงองค์กรที่เคยอยู่หรือไม่ต้องใช้ดุลพินิจเอง 

เมื่อถามว่า การดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวช้าไปหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าไม่ตอบโต้ใคร แต่อย่าให้ร้ายองค์กร ซึ่งตนมอบให้โฆษกตร. รับทราบแล้วว่าถ้าเราผิดต้องยอมรับ และให้แนวคิดผู้ใต้บังคับบัญชา ผิดก็ต้องยอมรับ เราดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางวินัยและอาญา หากเป็นเรื่องไม่จริงต้องให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและสังคมรับทราบว่าเราทำงานข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน สิ่งที่ออกมาตามกระแส หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยใช้วิวัฒนาการเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีวิจารณญาณ และให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากคำกล่าวหาดังกล่าวได้อย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า สิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดในทางลบ บางมุมมีประโยชน์ ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่าเป็นตำรวจ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเพิ่มว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข และความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม นั่นคือข้อมูล คำพูด สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาหาตำรวจ จึงควรเปิดใจ และรับในสิ่งที่ควรปรับปรุง ปรับตัวให้ได้ว่ามีหน้าที่อะไร และจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่น และต้องทำงานตามกฎหมายแบบไหน ตัวเราเองควรจะรู้จักตัวเอง และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติทุกระดับชั้น 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากอดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือออกจากราชการก่อน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ในอดีตตำรวจที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง และตำรวจที่พ้นจากราชการไปแล้ว ส่วนใหญ่มองว่านี่คือบ้านหลังหนึ่งที่เคยอยู่อาศัย แต่คำว่าตำรวจไม่ได้หมดไปจากสายเลือดมีการตอบแทนในการช่วยเหลือสนับสนุนภารกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี อาจมีบางคนที่ขณะรับราชการอยู่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ผิดหวังหรือไม่มีความสุข พอพ้นไปบางคนมองว่าเรื่องอย่างนี้แค่หาข้อมูลมาพูด แต่จะจริงเท็จแค่ไหนต้องพิสูจน์ ต้องมีกระบวนการที่ร้องทุกข์กล่าวโทษฟ้องร้องกันให้เกิดความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องแอ่นอกรับ ตรงนี้คือบทพิสูจน์ข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึง กรณีที่มีข่าวขบวนการตำรวจนำโดย “ผู้กองตี๋” เกี่ยวข้องกับกรณีอุ้มชาวจีนลักลอบเข้าเมืองไปกักขังหน่วงเหนี่ยวเรียกค่าไถ่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้รายงานมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งจะพิจารณาเอง เบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 แล้ว 
และคิดว่าเราแสดงความจริงใจในการทำงาน และรู้จักกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ ซึ่งกำชับไม่ให้ปล่อยไว้แม้แต่รายเดียว อะไรที่เป็นเห็บหมัดในองค์กรนี้ต้องดำเนินการใช้ยาแรง และจับกุมทันที  ซึ่งทีมสืบสวนของตม. เดินหน้าตามคำสั่งของตนขั้นเด็ดขาด แม้จะเป็นตำรวจก็ต้องดำเนินคดีให้หมดทั้งทางวินัยและอาญา จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุม ขณะที่พื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และได้เห็นจากเหตุการณ์จึงเชื่อได้ว่า มีการกระทำผิด เรื่องการดำเนินการ การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ หากพฤติการณ์ในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายเข้ากฎหมายใดก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไม่เอาตำรวจเหล่านี้ไว้เพราะเกี่ยวข้องระหว่างหลายหน่วยงาน ที่เป็นตำรวจสังกัดต่างๆ ให้รายงานขึ้นมาโดยตร. จะดำเนินการเอง ส่วนจะผิดจะถูก หลักฐานจะแน่นหนาอย่างไร ขอยืนยันว่า เรื่องนี้ตนให้นโยบายกับทุกคดี ว่า ไม่มีการช่วยเหลือ และดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง 

Leave a comment