
สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด
วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.
“สำนักเลขาสภาฯ”ออกโรง งัดข้อมูลสิทธิประโยชน์”กองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา” ด้าน”การตรวจสุขภาพประจำปี-ค่าเทอมบุตรเรียนนานาชาติ” แจง”หมอวรงค์”กังขามากเกินเหตุ ลามขยายวงโลกโซเชียลทำเข้าใจผิดไปไกล ยันรวมกับ”ค่ารักษาพยาบาลอื่น”หักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี กางเรทส่งลูกเรียน 13,200-25,000 ต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม เป็นไปตาม”กรมบัญชีกลาง”กำหนด
21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนรษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของการจ่ายเงินในการรักษาพยาบาล (การตรวจสุขภาพประจำปี) และการจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (กรณีบุตรศึกษาโรงเรียนนานาชาติ) ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในการจ่ายเงินฯตรวจสุขภาพประจำปี ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า ภายในวงเงินไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากไป ข้อเท็จจริงคือ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา แสดงความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในส่วนของการตรวจสุขภาพประจำปีว่าการตรวจสุขภาพประจำปีในเชิงป้องกัน จะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้มากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการรักษาพยาบาลโดยไม่เกินอัตรา 130,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้น ในวงเงินดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสุขภาพอย่างเดียว แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ด้วย การตรวจสุขภาพประจำปีทำได้ครั้งเดียว รวมกับวงเงินค่ารักษาพยาบาลด้วย หากการตรวจรักษาพยาบาลมีราคาเท่าไหร่ ก็จะไปหักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 130,000 ต่อปี
โฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อสังเกตเรื่องการจ่ายเงินให้การศึกษาบุตรที่ศึกษาโรงเรียนนานาชาติ ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้เต็มจำนวน เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปไม่เหมาะสมนั้น ข้อเท็จจริงคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ พ.ศ.2556 ข้อ 45 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 8 มิ.ย.2559 สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรสำหรับโรงเรียนนานาชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่รับเงินอุดหนุน หรือไม่รับเงินอุดหนุน และศึกษาอยู่ระดับชั้นใด ซึ่งจะได้รับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนี้ ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ในเรทที่ไม่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 13,200 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 15,800 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตร ปวช.หรือเทียบเท่าไม่เกิน ไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา และระดับปริญญาตรีไม่เกิน 25,000 ต่อปีการศึกษา
“พอบอกว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ก็มองว่ามีค่าเล่าเรียนสูง กองทุนให้สิทธิประโยชน์เป็นหลักแสน คือไม่ใช่ เราให้ได้ไม่เกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด คือตั้งแต่ 13,200 – 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม ถือเป็นอัตราที่เหมาะสม และระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่ได้แตะตรงนี้ เป็นการให้ตามหลักเกณฑ์ และปรับตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดมา ยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเติมเต็ม เพื่อเสริมการอภิปรายของสมาชิกที่ต้องการให้แก้ไขระเบียบ แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบ และเพื่อความโปร่งใสในเรื่องการติดตามการบริหารกองทุนอดีตผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ อยากให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไปยังประชาชน เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความเข้าใจด้วย” นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ นพ.วรงค์ สื่อสารออกไป อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดขยายเป็นวงกว้าง จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า เราทำความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลาง ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส่ ตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนที่ นพ.วรงค์ ปูดระเบียบออกมานั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะมี กมธ.กิจการสภาฯ คอยสกรีนให้อีกชั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับบริหาร ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นหน่วยธุรการ มีหน้าที่เบิกจ่ายตามมติของคณะกรรมการฯ