
สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย
วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.
สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก. ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวปฏิบัติของ ก.พ. ปมทำสัญญาเอื้อเอกชน ย้ำอย่ากลัวเด็กนาย ด้าน สิริพงศ์ บอกพร้อมรับข้อมูล และจะทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ทำได้
เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระกระทู้ถามสด นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส ที่เชื่อว่าจะมีค่าส่วนต่าง และคิดเป็นความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐเปลี่ยนระบบการแข่งขันจากการแข่งขันด้านราคา เพื่อเอื้อให้เด็กนาย เป็นการให้คะแนนโดยมีคะแนนจิตพิสัยด้วย ทั้งนี้ ปี2563 บริษัทบีทีเอส ชนะ โดยรัฐจะใช้เงินอุดหนุน 9,675 ล้านบาท แต่พบการล้มประมูล และจัดแข่งขันใหม่ในปี2565 ที่บริษัทแบมชนะซึ่งรัฐต้องใช้เงินอุดหนุน 78,288 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างถึง 68,613 ล้านบาท ซึ่งในกรณีดังกล่าวพบข้อพิรุธอาทิ คือการเปลี่ยนเกณฑ์ที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะการประมูล การยกเลิกการประมูลโดยเรื่องคาศาลเมื่อปี2563 กีดกันการแข่งขันในปี2565 โดยไม่ให้บีทีเอสเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่มี2ราย นอกจากนั้นมีประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัทอื่นเป็นคู่เทียบหลอกทั้งที่เดินรถไม่เป็น และการคิดราคากลางที่ผิดเพี้ยน
“หากแข่งขันจริงประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่หากเขาฮั้วกันประชาชนจะซวย ขอให้จับตาสายสีม่วงที่จะแบ่งตอนกัน ไม่มีแข่งขันจริงเพราะมีเด็กนายคุมอยู่ และรู้แล้วว่าใครจะได้ในสายสีม่วง ขณะที่สายสีส้มนั้นมีข่าวว่าเคลียร์กันได้และไม่ดำเนินคดี ความซวยจะตกที่ประชาชน และอาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นได้ในสายสีส้มในอนาคต ทั้งนี้มีประเด็นการฟ้องร้องคดีอาญามาตรา 157 ของเจ้าหน้าที่ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว เมื่อ 25 ก.ย.68 ซึ่งรัฐมนตรีทราบหรือไม่และทราบตั้งแต่เมื่อใด และจะดำเนินการอย่างไรกับบอร์ดรฟม.” นายสุรเชษฐ์ ซักถาม
นายสุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการกำหนดรายละเอียดของสัญญาที่ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจากราคา 17-50 บาท จะปรับเป็น 23-83 บาท ดังนั้นจะสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรหรือปล่อยให้ไปหากินต่อ ที่อาจกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยที่รัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคตได้
โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า ในส่วนของคดีความต่างๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ RFP และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกฟ้องว่าเกณฑ์ RFP มีลักษณะกีดกันนั้น ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชี้ให้เห็นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่นายสุรเชษฐ์เป็นผู้ฟ้องเองนั้น ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนต่างสิทธิประโยชน์ที่บริษัทชี้ว่าดีกว่าผู้ชนะการประมูลนั้น ข้อเท็จจริง เอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
ทั้งนี้นายสุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ถือว่ารับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในจำเลย 7 คนในคดีเป็น บอร์ดรฟม.แต่มีอธิบดีที่ปัจจุบันในสังกัดนายสิริพงศ์ จะทำอย่างไร อย่าลืมว่านายกฯ เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ดังนั้นขอให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติจาก ก.พ. ให้ข้าราชการที่ร่วมกระทำความเสียหายต่อประเทศที่ยังไม่เกษียณหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยนายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากนี้จะนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการได้ และจะนำข้อกังวลนี้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแล ยืนยันว่า ข้อมูลที่เสนอมาจะไม่หายไปไหน นอกจากดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมแล้ว ในเรื่องของค่าโดยสารต่างๆ จะปรับปรุงเพื่อให้เป็นภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนท้ายนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากให้ท่านโดน มาตรา 157 เสียเอง ทั้งที่ควรจะทำ แต่ไม่ทำ แล้วควรปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยไม่ต้องกลัวว่าเป็นเด็กนายหนู เด็กพี่เนต่างๆ เพราะจะสร้างความเสียหายกับรัฐ ทั้งนี้ผมแสดงให้ปรากฎในสภาฯ ว่าจะนำเอกสารที่พูดถึงฉบับเต็มและแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ให้ถึงมือรมช.คมนาคม เพื่อส่งไปให้ รมต.ที่รับผิดชอบ รวมถึงบางตำแหน่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ”