
หมอวรงค์ โชว์ 3 ผู้ช่วย สส. ยืนกรานแค่นี้เพียงพอ ปูดช่องโหว่กองทุนสภา เป็นสส.ไม่กี่วัน ก็ได้สิทธิประโยชน์
วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.
‘หมอวรงค์’ โชว์ ‘3ผู้ช่วยสส.’ ต่อสื่อ ยืนกรานเท่านี้เพียงพอ หากทำทั้ง ‘สส.-สว.’ ภายใน 4 ปี จะช่วยลดภาษีได้กว่า 2,500 ล้านบาท ปัดตอบหมื่นห้าพอใช้หรือไม่ ชี้ทุกคนต้องมีอาชีพอยู่แล้ว นี่แค่ ‘อาชีพเสริม’ เผย พบช่องโหว่ในสิทธิ์ประโยชน์กองทุนสมาชิกรัฐสภา ลั่น เป็นสส.ไม่กี่วันก็ได้สิทธิ์นี้
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีจำนวนผู้ช่วย สส. โดยมีการนำผู้ช่วยทั้ง 3 คนของตนเองมาโชว์ต่อสื่อมวลชนด้วย โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนมองว่าจำนวนผู้ช่วย สส.มี 3 คนก็เพียงพอแล้ว แม้มีผู้ช่วยแค่ 3 คน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ สส. ได้ทุกวันนี้ และเชื่อว่ายังมีประสิทธิภาพ ซึ่งอีก 5 คนนั้นตนมองว่ามีความมากเกินจำเป็น ซึ่งการที่ตนลดจำนวนผู้ช่วย สส.ไป 5 คน เป็นการลดภาษีของประชาชนไปประมาณเดือนละ 75,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาทต่อคน ตกปีละ 900,000 บาท แต่หากรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ที่มีสมาชิกทั้งหมด 700 คนเห็นพ้องกันว่า จะปฏิรูปสภาให้เป็นแบบอย่างว่าเราจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าทุกคนลดผู้ช่วยเหลือ 3 คน ก็จะประหยัดงบงบประมาณได้ปีละ 630 ล้านบาท และ 1 สมัยของ สส. หรือ 4 ปี เราจะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2,520 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการยกเลิกปรับเงินเดือนผู้ช่วย สส. ดังนั้น หากมีการปรับลดจำนวนผู้ช่วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ในช่วงที่บ้านเมืองวิกฤต ที่ประเทศชาติต้องกู้เงินมาดูแลประชาชน พรรคเราก็มีส่วนช่วยในการปรับลดผู้ช่วย สส. ดังนั้น นี่เป็นการยืนยันจุดยืนเดิมในการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเป็นการตอกย้ำว่า ตนยังทำหน้าที่ได้อย่างสบายๆ แม้จะมีผู้ช่วยเพียงแค่ 3 คน
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่มีการเก็บเงินจาก สส.และ สว. เดือนละ 3,500 บาท เพื่อ 5 สิทธิประโยชน์คือ 1.เงินบำนาญตลอดชีวิต หาก สส.และ สว.ดำรงตำแหน่งเกิน 1 ปีขึ้นไป เริ่นต้นที่เดือนละ 21,300 บาท 2.สิทธิการรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี หรือรักษารากฟัน 3.ให้การศึกษาบุตร 2 คนจนถึงปริญญาตรี รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติ 4.กรณีทุพพลภาพจะได้เงิน 15,000 บาท และ 5.หากเสียชีวิตครอบครัวจะได้ 200,000 บาท ซึ่งตนคัดค้านและเรียกร้องให้ยกเลิกบำนาญของ สส. และ สว. เพราะนี่คือภาระของประชาชนที่จะต้องเลี้ยงดู สส. และ สว. คนนั้น เมื่อไม่มีตำแหน่งตลอดชีวิต โดยในช่วงที่ตนเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาได้พบช่องโหว่ว่า กรณีมีสส.บัญชีรายชื่อประกาศลาออก และจากนั้นจะมีการดัน สส.บัญชีรายชื่อคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้ สส.บัญชีรายชื่อ ที่เป็น สส. เพียงไม่กี่วันก็จะได้ถึง 4 สิทธิ์ คือสิทธิ์ที่ 2-5 ซึ่งถือเป็นระเบียบที่หละหลวม ดังนั้น ตนจึงไม่เห็นด้วยที่ สส. และ สว. จะต้องมีบำนาญตลอดตลอดชีวิต และชอเรียกร้องให้คณะกรรมการกองทุนปรับปรุงระเบียบให้รัดกุมขึ้น ไม่ใช่ว่า เป็นเพียงไม่กี่วันก็จะได้รับสิทธิ์ประโยชน์ นี่คือการผลาญภาษีของประชาชน
เมื่อถามย้ำว่า มองว่า สส.บัญชีรายชื่อที่เข้ามาพยายามตั้งใจมารับสิทธิ์ดังกล่าวหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิด แต่เมื่อได้เข้ามาทำเรื่องนี้ก็มีการข้อสังเกต แต่เราไม่ได้กล่าวหา เพียงแค่พบว่ามีจุดละหลวมจริง
เมื่อถามว่า เงินเดือนของผู้ช่วย สส. ที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ช่วย สส. เป็นเพียงการใช้ประโยชน์ส่วนตัวนักการเมือง ซึ่งนี่เป็นประสบการณ์ที่ตนเคยเจอที่ใช้เพื่อแปรสภาพ เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ไม่ใช่คนทำงานจริงๆ ถ้าจะเอาคนมาทำงานจริงๆ ยืนยันว่า 3 คนก็เพียงพอ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอดูความชัดเจนจากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ กร.สภา ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับเรื่องเงินเดือนที่ทางคณะกรรมการฯ จะมีการปรับให้สอดคล้องหรือไม่
เมื่อพยายามสอบถามผู้ช่วย สส.ทั้ง 3 คนของนพ.วรงค์ว่า เงินเดือน 15,000 บาทเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ แต่นพ.วรงค์ได้ตอบคำถามแทนว่า แต่ละคนมีอาชีพประจำ ซึ่งนี่คือรายได้พิเศษในการมาเป็นผู้ช่วย สส. และตำแหน่งผู้ช่วย สส. ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นการอาสาเข้ามาช่วยงาน ฉะนั้น เงินที่ได้รับมาเป็นเงินพิเศษ ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่มีอาชีพ ซึ่ง ณ ขณะนี้คนที่จะมาเป็นผู้ช่วย สส.ของตน ตนจะเลือกเฉพาะคนที่มีอาชีพ