
จับสัญญาณ ‘ส้ม’ เปิดเกมลุยไฟ! คืนกลับ ‘โหมดซ้าย’
วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.
พรรคประชาชนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุน “ปีกซ้าย” ว่าไปอยู่ในโหมด กล้าๆ กลัวๆ มาพักใหญ่ หลังจากยกมือโหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568
จับกระแสวิจารณ์ลุกลามไปถึงขนาดว่า “พรรคส้ม” ยอมทำดีลใหญ่แลกกับการต่อลมหายใจทางการเมืองให้ “แกนนำ” ที่กำลังจะถูกชี้ชะตา ในคดี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล โดนร้องละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112
อุปมาว่า วาทกรรม “สู้ไปกราบไป” ที่ด้อมส้มฮาร์ดคอร์ เคยตีตราให้พรรคเพื่อไทย จะกลับมาพันคอตัวเอง
กระทั่ง “ด้อมส้ม” สายสุดซอย ที่เรียกตัวเองว่า “ส้มสายอุดมการณ์” ต่างออกมาตั้งคำถามกับผู้บริหารพรรคประชาชนปัจจุบันว่า ให้ความสำคัญกับ “ยุทธวิธีทางการเมือง” มากกว่าอุดมการณ์ที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่หรือไม่
ไม่เพียงคณะผู้บริหารพรรคหน้าฉากที่นำโดย “เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม แม้แต่ผู้นำจิตวิญญาณอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และบรรดาส้มสายอดีตนักกิจกรรมที่รายล้อม “ธนาธร” ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เงียบผิดปกติ” ด้วยเช่นกัน
ปัญหาความไม่ลงรอยในพรรคส้ม เช่นนี้ แม้จะพยายามซ้อนเร้นเพียงใด แต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นคือ ท่าทีของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่ส่งสัญญาณกระตุกเป็นระยะ และเมื่อไม่เป็นผลก็ประกาศขอแยกทาง
อย่างไรก็ตามไม่นานมานี้ “ปิยบุตร” ได้แสดงท่าที่อย่างแข็งกร้าวที่สุด ผ่านการโฟสต์เฟสบุ๊ค กระตุกเตือนให้ “พรรคส้ม” กลับไปสู่ “อุดมการณ์ตั้งต้น”
4 พฤษภาคม “ปิยบุตร” โพสต์เฟสบุ๊ค กระตุก “พรรคส้ม” ให้ยูเทิร์นกลับไปสู่จุดกำเนิด โดยทั้งเนื้อหาและภาษา ของ “ปิยบุตร” เน้นไปสู่ความเป็น “ซ้าย” แบบพรรคเริ่มต้น อาทิ
“…การดำรงอยู่ของพรรคนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงชีวิตแรก 1-2 ทศวรรษนี้ จึงสัมพันธ์กับเรื่องการปฏิรูปอย่างถึงรากทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม …”
“…หากวันนี้ พรรคไม่ทำภารกิจเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรคแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคนี้ต่อไป…”
หรือในย่อหน้าจบ “…หากคำตอบร่วมกันยังยืนยันว่า สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ยังคงเหมือนเดิมที่่เป็นมาตลอด 2 ทศวรรษ หรือเลวร้ายกว่าเดิมแล้วล่ะก็ พรรคก็ต้องเดินหน้าตามเข็มมุ่ง ทำให้คนไทยเห็นพ้องต้องกันให้ได้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากขนานใหญ่ และพรรคคือตัวแทนแห่งความหวังที่จะรับภารกิจประวัติศาสตร์ไปปฏิรูปให้สำเร็จจงได้…”
โพสต์ครั้งล่าสุดเพื่อกระตุกต่ออุดมการณ์พรรคส้ม ไม่ปรากฎการตอบสนองอย่างเปิดเผย หากแต่มีข่าวว่า “ระดับแก่นส้ม” ได้เริ่มคุยกันอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นสัญญาณชัดว่าพรรคส้ม จะปรับเปลี่ยนแนวทาง “ยูเทิร์น” ตามที่ “ปิยบุตร” เสนอหรือไม่
จนกระทั่ง วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ ด้วยท่าที “ชน” อย่างเต็มตัว จั่วหัวอย่างดุดัน “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
พุ่งไปที่ กรณี “องคมนตรี” ไปปรากฎตัวในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
ทัั้งเนื้อหาและภาษา และ “เป้าหมาย” ชัดเจนว่า กลับไปสู่จุดเดิม อาทิ
“…และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ…”
หรือ “…การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง…”
ตามด้วย วันรุ่งขึ้น (21 พฤษภาคม) “ณัฐพงษ์” ให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าว อาทิ “…หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ…” หรือ “…อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน…” การพลิกท่าที จากนิ่มเป็นกร้าว เช่นนี้ ถูกนักวิเคราะห์การเมืองจับสัญญาณว่า อาจเป็นการยูเทิร์น ไปสู่จุดเริ่มต้น ตามข้อเสนอของ “ปิยบุตร” และ “แกนนำสายฮาร์ดคอร์”
หากแต่เมื่อโดนกระแสสังคมฟาดกลับอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ก็ต้องจับตาว่า “ส้มฮาร์ดคอร์” จะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองที่ยังถูกยึดครองโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์