
เปลี่ยนขยะเป็นโอกาสสร้างงาน 3 กูรู กางแผนปฏิรูปครบวงจน ดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน
วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.
3 กูรูด้านขยะ เสนอการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติจต้องเร่งขับเคลื่อนเรื่องขยะให้ครอบคลุมถึงการคัดแยก ผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน กำหนดแนวคิดขยะเป็นโอกาสสร้างงาน ด้านการสร้างแรงจูงใจหนุนการใช้กลไกเครดิตทางสังคม เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืนๆ และจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานกรุงเทพฟ้าใหม่ FORUM ครั้งที่ 5 ในหัวเรื่อง “The Last Landfill” นับถอยหลังขยะฝังกลบ สู่อนาคตกรุงเทพฯ สีเขียว เพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านมุมมองที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการต้นทาง การใช้ข้อมูลขับเคลื่อนพฤติกรรม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีกำจัดขยะปลายทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ร่วมวงเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ นายชนัมภ์ ชวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด รศ.ดร. ตระการ ประภัสพงษา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และ 3.นายสุธีร์ ฉุยฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี อินเวนชั่น เทคโนโลยี จำกัด ดำเนินรายการโดยนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
.jpg)
นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมงานเสวนาด้วย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และว่ามี่ผู้สมัคร สก. พรรค
ทั้งนี้ในด้านการจัดการต้นทางและนโยบายระดับชาติ รศ.ดร. ตระการ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นและขยะเป็นวาระที่ยังคงอยู่มาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันขยะร้อยละ 77 จะได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการลดการใช้และการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าลดขยะพลาสติกให้ได้ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ผ่านการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
.jpg)
นอกจากนี้ การจัดการขยะอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มจากการบริโภคให้พอดีและไม่เหลือทิ้ง เพื่อนำเศษอาหารไปแปรรูปเป็นพลังงาน การขับเคลื่อนเรื่องนี้ยังครอบคลุมไปถึงการคัดแยกขยะแบบ 4+1 การกำหนดกติการ่วมกันในระดับท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าขยะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาสในการสร้างงาน
ส่วนในมุมมองของการสร้างแรงจูงใจและการปรับพฤติกรรมเมือง นายชนันท์ ได้เสนอแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการขยะแบบ analog สู่เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven City) โดยมองว่าขยะไม่ใช่ของสกปรก แต่เป็นข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมของเมือง การแก้ปัญหาจึงต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรผ่านแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บขยะต้นทาง กระบวนการจัดการกลางทาง ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ที่ปลายทาง
.jpg)
“กุญแจสำคัญคือหากเราสามารถลดขยะอาหารลงได้ร้อยละ 30 การจัดการขยะประเภทอื่นจะง่ายขึ้นทันที” นายชนันท์ กล่าว
นอกจากนี้ การใช้กลไกอย่างระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใส่ใจเรื่องขยะอย่างยั่งยืน
.jpg)
สำหรับการจัดการปลายทางด้วยเทคโนโลยี นายสุรีย์ ได้เน้นย้ำว่าในบริบทที่ประเทศเรายังไม่มีระบบคัดแยกขยะที่สมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker Gate เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ (Air Pollution Control) แบบครบวงจรเพื่อฟอกสารพิษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนรอบข้าง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะยังสามารถนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและดูแลการบำรุงรักษาได้ ทิศทางในอนาคตจึงต้องปรับโครงสร้างและเปลี่ยนมุมมองว่าการกำจัดขยะคือบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการแก้ระเบียบการประมูลให้แข่งขันกันที่ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการนำร่องสามารถบูรณาการร่วมกับพื้นที่และลดภาระของเมืองได้อย่างแท้จริง
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)