
เลขาฯ กกต. เผย คืบหน้าเลือกตั้งกทม.-พัทยา เน้นคัด กปน. ลดทำงานผิดพลาด
วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.
เลขาฯ กกต. เผย คืบหน้าเลือกตั้งกทม.-พัทยา เป็นไปตามขั้นตอน เน้นคัด กปน. ลดการทำงานผิดพลาด ไม่ห่วงนโยบายหาเสียง เชื่อผู้สมัคร-ผู้ช่วยหาเสียง รู้ขอบเขตอำนาจท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากทม. นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ว่าในส่วนของสำนักงาน กกต. ก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้อยู่แล้ว แต่ที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษก็คือ การเตรียมพร้อมกรรม การประจำหน่วยเลือกตั้งให้ทำงานผิดพลาดน้อยที่สุด ทุกหน่วยเลือกตั้งอย่างเมืองพัทยาก็จะคัดเลือกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เราคิดว่ามีความพร้อมและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ มาเข้ารับการอบรม ซึ่งมีเวลาพอสมควรเพราะจำนวนหน่วยเลือกตั้งในพัทยามีไม่มาก แต่ใน
ส่วนของกทม.ที่มีจำนวนหน่วยมากถึงประมาณ 6,000 หน่วย ก็จะเน้นไปที่ตัวประธานกรรมการประจำหน่วย ให้สามารถดูแล กปน. คนอื่นๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเป็นที่ยอมรับ และอีกส่วนที่สำคัญที่สุดคือการให้ประชา ชนได้มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นมาเช่นเดียวกับทุกการเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนของกทม.สำนักงานมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 30 คนเราคงดูทั้งหมดไม่ได้ ก็ต้องให้ประชาชน หรือพรรคการเมืองเข้าไปช่วยดู ว่า กปน. ปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องทักท้วง โดยกปน. จะบันทึกเหตุการณ์ ที่มีการทักท้วงเอาไว้ หลังจากนั้น กกต.จะทำการตรวจสอบให้ทันที นี่คือระบบการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบให้เป็นของประชาชน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สมัคร ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และกปน. ซึ่งทุกคนก็เป็นประชาชน กกต.เป็นเพียง ผู้ตรวจสอบเมื่อมีเหตุที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
นายแสวง กล่าวถึง ภาพรวมการแข่งขันใน กทม.ว่า การแข่งขันในกทม.ทุกครั้ง ตนไม่ค่อยมีความหนักใจในเรื่องของแรงเสียดทาน ที่อาจจะทำให้เกินเลยในเรื่องของกฎหมาย เพราะอยู่ในพื้นที่เมือง จะมีอยู่บ้างก็ในเรื่องของคำพูด ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ยอมรับว่าการซื้อเสียงอาจมีบ้างในชุมชนแออัดแต่เราก็จะสอดส่องดูแล ตนคิดว่าการเลือกตั้งในกทม.และพัทยา น่าจะเข้มข้นทั้ง 2 ที่ แต่ไม่มีความหนักใจว่าผู้สมัคร และผู้สนับ สนุนจะทำเกินเลยกฎหมาย
ส่วนนโยบายหาเสียง จะต้องมีการเน้นย้ำผู้สมัครว่าต้องไม่เกินเลยจากอำนาจของท้องถิ่นที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ นายแสวง ระบุว่าแต่ละท้องถิ่นจะมีอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ตนคิดว่า ตัวผู้สมัครที่จะอาสามาทำงาน ก็ต้องศึกษา อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นๆ มาก่อนแล้ว ว่า ทำได้แค่ไหนอย่างไร ดังนั้นการหาเสียงเกินไปจากนั้น ก็จะเข้าข่ายจูงใจ ให้มีการหลอกลวง ซึ่งอาจมีคนมาร้องต่อ กกต. และเขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำ แต่ส่วนตัวยังคิดว่าผู้สมัครแต่ละคนมีความรู้ มีคุณวุฒิ และประสบการณ์ทางการเมือง คงได้ศึกษากฎหมายมาเป็นอย่างดีแล้ว
ขณะที่ในส่วนของผู้ช่วยหาเสียงนั้น ตนไม่เป็นห่วงเนื่องจากผู้สมัครต้องเป็นผู้แจ้งชื่อของผู้ช่วยหาเสียง แต่ในส่วนของคนที่รับมาช่วยโดยที่ตัวผู้สมัครไม่รู้ ซึ่งก็จะมีกฎเกณฑ์ในการดูแลอยู่ และทางสำนักงานกกต. จะคอยจับตาดูว่าทำให้การแข่งขันมีความเที่ยงธรรมหรือไม่
สำหรับการรับมือกับการใช้ AI สร้างภาพในการหาเสียงหรือใส่ร้ายผู้สมัคร นายแสวง กล่าวว่า หากมีการใส่ร้ายก็ถือว่าผิดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ซึ่งสำนักงานกกตก็จะคอยดูว่า มีการทำผิดกฎหมายอย่าง ไรหรือไม่ ตนยังเชื่อมั่นในตัวผู้สมัคร แต่สำหรับคนนอกที่ไม่ได้รับการแจ้งชื่อว่าเป็นผู้ช่วยหาเสียง อาจมีการทำเกินเลยได้ ตนมองว่าหากเป็นเทคโนโลยีทางดิจิทัลมันจะมีไว้เพื่อเผยแพร่ให้คนเห็น ไม่เหมือนการทำผิดกฎหมายอย่างอื่นที่จะไปแอบทำ อย่างไรก็ตาม