การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

“อนุทิน”ลุยปารีส รุกกลับกัมพูชา พร้อมจับมือฝรั่งเศส Reposition ประเทศไทย ถ่วงดุลโลกใหม่ วางเกมไทยสู่ OECD

27 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และการวาง Positioning ใหม่ของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

อาจารย์เชษฐา ระบุว่า การเดินทางเยือนกรุงปารีสครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชามาอย่างยาวนาน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปพบประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง จึงสะท้อนว่า ไทยกำลังใช้การทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่วงดุลในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

อีกจุดที่ถูกมองว่าเป็น หมากสำคัญ คือ การแต่งตั้ง นายนิกรเดช พลางกูร ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและชี้แจงสถานการณ์ไทยต่อประชาคมโลกในช่วงวิกฤตความขัดแย้งกับกัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการส่งคนที่ใช่ ไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ผศ.ดร.เชษฐา ยังชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศจากฝรั่งเศสอย่างชัดเจนว่า ไทยจะไม่เปิดด่านให้กัมพูชาในเวลานี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและความมั่นคง ที่ส่งสารไปยังนานาชาติว่า ไทยยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างหนักแน่น

ขณะเดียวกัน ภารกิจหารือกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ก็ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปพลังงานของไทย โดยเฉพาะแนวคิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอนาคต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแผนการใช้เม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นักวิชาการผู้นี้ยังมองว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาลไทยในการผลักดันประเทศเข้าสู่ OECD ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในสมาชิกหลัก การสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศสจึงอาจเป็น กุญแจสำคัญ ในการสร้างพันธมิตรและแรงสนับสนุนต่อการยกระดับไทยสู่มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ประเทศขนาดกลางถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องการผูกติดกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้าง เครือข่ายพันธมิตรของประเทศขนาดกลาง เพื่อรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ด้านผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีทั้งการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการผลักดัน FTA ไทย – EU รวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด AI Data Center อวกาศ การบิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง ยังเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ไปสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ผ่านกรอบความร่วมมือ Joint Action Plan 2026 – 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีในระยะยาว

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่า การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทางทางการทูตทั่วไป แต่คือการวางหมากทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างพื้นที่ยืนใหม่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทของไทยบนเวทีโลก

Leave a comment