วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

27 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ จิตวิทยาคนเนรคุณ: เมื่อคำขอบคุณถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อโยนบาป ]

………………………………

ก่อนจะชวนกันเปิดตำราจิตวิทยา ผมขอเล่าเรื่องสมมติสั้นๆ เรื่องหนึ่งก่อนนะครับ ตัวละครทั้งหมดเป็นนามสมมติ แต่พฤติกรรมแบบนี้ เราอาจพบได้ในชีวิตจริงมากกว่าที่คิด เรื่องมันมีอยู่ว่า …

ภูมิ เป็นผู้รับเหมาที่กำลังว่างงานอยู่ ไม่มีคนจ้าง ชีวิตกำลังเดือดร้อน ประชา ที่พอจะรู้จัก ภูมิ อยู่บ้าง จึงให้โอกาส ภูมิ และชวนให้ ภูมิ มาทำงานรีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านที่ตัวเองเป็นนิติบุคคลฯ อยู่ ซึ่ง ภูมิ ก็รับปากอย่างดิบดีว่า จะรีโนเวทให้เป็นอย่างดี เสร็จตามกำหนด แต่ปรากฏว่า พอ ภูมิ ทำๆ ไป อยู่ดีๆ ก็ทิ้งงานไปดื้อๆ แถมงานที่ทำออกมาก็อยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะ ทำให้ ประชา ต้องถูกลูกบ้านตำหนิว่า เอา ภูมิ มารับเหมาทำอาคารสโมสรหมู่บ้านได้ยังไง ส่วน ภูมิ ก็เอาเงินค่างวดที่ได้ไปสองงวดแรก ไปทำทุนรับเหมางานอื่นที่ใหญ่กว่าเดิม

เวลาที่ ภูมิ ถูกใครด่าทอต่อว่าที่ทิ้งงานสโมสรหมู่บ้าน ภูมิ ก็มักจะตอบว่า “ผมต้องขอบคุณ ประชา นะ ที่ให้โอกาสผม ไม่อย่างนั้นผมจะมีเงินที่ไหนมาทำทุนรับเหมาที่โครงการใหญ่ขึ้นได้ และถ้าผมทำงานไม่ดีอย่างที่ถูกด่า ผมจะมารับเหมาโครงการที่ใหญ่ขึ้นได้ยังไง”

จากเรื่องเล่าสนุกๆ นี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านเปิดตำราจิตวิทยา แล้วแหวกเข้าไปในหัวใจของ ภูมิ กันครับ

ในทางจิตวิทยา ภูมิ มีพฤติกรรมหลอกใช้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง (Exploitation) และจงใจใช้คำขอบคุณที่ถูกทำให้เป็นอาวุธทางจิตใจ (Weaponized gratitude) เพื่อสร้างบาดแผลทางศีลธรรม (Moral injury) ให้กับ ประชา เพื่อผลักให้ ประชา กลายเป็นแพะรับบาปทางสังคม

การที่ ภูมิ พูดขอบคุณ ประชา ในลักษณะนี้ ภูมิ ไม่ได้รู้สึกสำนึกบุญคุณอะไร ประชา เลย แต่มันสะท้อนว่า ในจิตใต้สำนึก ภูมิ ก็รู้ดีว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายลงไป แต่ ภูมิ ไม่ได้มีความสำนึกผิดนะครับ เพราะคนเราถ้าสำนึกผิด ก็จะต้องยอมรับผิด แต่ ภูมิ แค่รับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นความชั่วร้าย และต้องการที่จะหาทางบิดเบือน เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความรับผิดเท่านั้นเอง

พฤติกรรมของ ภูมิ ในทางจิตวิทยา เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า การโยนความผิด (Blame Shifting) และการปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด (Guilt Tripping)

การโยนความผิด หรือ Blame Shifting คือ การที่ ภูมิ โยนความรับผิดในความเลวร้ายที่ตนก่อไปให้กับ ประชา เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด โดย ภูมิ พยายามจะบอกกับลูกบ้านในหมู่บ้านว่า ถ้าสิ่งที่ฉันทำมันชั่ว ก็ ประชา นั่นแหละคือคนที่เปิดประตูให้ฉันทำความชั่ว ถ้าอยากจะด่าก็ไปด่า ประชา สิ มาด่าอะไรฉัน เป็นการผลักความรับผิดไปให้กับ ประชา ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคนก่อเรื่องชั่วๆ ทั้งสิ้น

การปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด หรือ Guilt Tripping คือ การที่ ภูมิ จงใจใช้คำว่า “ขอบคุณ” ปั่นหัวให้ ประชา รู้สึกละอายใจว่า ตัว ประชา เองนี่แหละที่พาคนชั่วๆ อย่าง ภูมิ เข้ามาในหมู่บ้าน โดยมุ่งหวังที่จะปิดปาก ประชา ให้จมอยู่กับความรู้สึกผิด จนไม่กล้าโต้แย้งอะไร

ต้องยอมรับว่า ภูมิ มี Spectrum ของการเป็นคนในกลุ่มบุคลิกด้านมืด (Dark Triad) และมีความ Toxic มากพอสมควร เบื้องต้นเลยคือ ภูมิ มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย Machiavellianism ที่ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมบงการ และหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ และ ภูมิ ยังเข้าข่ายการมีอุปนิสัยหลงตัวเอง หรือที่เรียกว่า Narcissistic traits อีกด้วย เพราะการที่ ภูมิ มักจะพูดขอบคุณ ประชา ว่า “ต้องขอบคุณที่ ประชา ให้โอกาส ก็เลยมีวันนี้” นั้น เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Narcissistic Defense คือ แทนที่ ภูมิ จะยอมเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าละอายว่า ตนเองเป็นคนเนรคุณ ที่เอาความไว้วางใจของคนอื่นไปทำเรื่องชั่วๆ ภูมิ กลับปฏิเสธ และบิดเบือนความจริง โดยโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับ ประชา เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง

ภูมิ เป็นคนที่รู้ดีถึง “จุดอ่อนทางศีลธรรม” ของคนว่าอยู่ตรงไหน และรู้ว่าจะกดปุ่มความรู้สึกผิดของ ประชา ได้อย่างไร ภูมิ รู้ดีครับว่า ประชา ต้องแบกความละอายมากขนาดไหน ที่เป็นคนพา ภูมิ ให้เข้ามาทำงานก่อสร้างที่หมู่บ้าน แล้วงานที่ทำออกมาดันเป็นงานที่ด้อยคุณภาพ แถมยังถูก ภูมิ ที่เป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน ถ้า ภูมิ เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ภูมิ ควรเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แต่ ภูมิ กลับสามารถพูดโยนความผิดให้กับ ประชา ได้ทุกวี่ทุกวัน โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความละอายใจใดๆ ในประเด็นนี้ล่ะครับ ที่พอจะสันนิษฐานได้ว่า ภูมิ เป็นคนที่มีภาวะไซโคพาธ (Psychopathy)

สิ่งที่ ประชา ต้องทำ เพื่อให้ตัวเองหลุดจากความ Toxic ของ ภูมิ และกลับมาทำหน้าที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม ก็คือ

ประชา ต้องกำหนดกรอบแนวคิดให้ชัดๆ ครับว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ ถือเป็นความรับผิดชอบของ ประชา แต่การทรยศต่อโอกาสนั้นเป็นความรับผิดชอบของ ภูมิ ประชา ควรคิดด้วยซ้ำว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ นั้นเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีต่อหมู่บ้าน คนที่หักหลังต่อเจตนาที่ดีนั้น ก็คือ ภูมิ แต่เพียงผู้เดียว

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านนั้น มาจากการตัดสินใจของ ภูมิ ประชา ไม่ได้เป็นคนบอกให้ ภูมิ ทำงานห่วยๆ ไม่ได้บอกให้ ภูมิ ทิ้งงาน

ความผิดของ ประชา คือ “ความผิดพลาดในการไว้ใจ” ไม่ใช่ “ความผิดในการไปสมรู้ร่วมคิดทำความเลวร่วมกันกับ ภูมิ”

ประชา ควรยอมรับว่าการตัดสินใจในการให้งานกับ ภูมิ นั้นส่งผลกระทบต่อลูกบ้าน ขอโทษลูกบ้าน พร้อมกับอธิบายว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลที่มี ณ เวลานั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำอันเลวร้ายของ ภูมิ และในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้าน ก็ควรจะเร่งคัดเลือกผู้รับเหมารายใหม่ ให้มารีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้านให้เสร็จโดยเร็ว ดำเนินกระบวนการคัดเลือกให้โปร่งใส เปิดให้ลูกบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม และวางกลไกในการตรวจสอบคุณภาพงาน และป้องกันไม่ให้ผู้รับเหมารายใหม่ทิ้งงานอีก ตลอดจนจะต้องเร่งหารือกับทนายความ เพื่อฟ้องร้องให้ ภูมิ กลับมารับผิดชอบในทางแพ่งต่อความเสียหายของหมู่บ้านอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ลูกบ้านมั่นใจว่า ประชา ไม่ได้หลงเหลือความเกรงอกเกรงใจกับ ภูมิ อีกแล้ว

ที่สำคัญ เวลาที่ ภูมิ ใช้คำขอบคุณจอมปลอม มาเป็นอาวุธในการทิ่มแทง ประชา ประชา ไม่ต้องรู้สึกละอายใจอะไร และควรตอบโต้ ภูมิ ไปในทันทีว่า “ไม่ต้องมาขอบคุณผมหรอก ไปขอโทษลูกบ้าน แล้วก็ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยๆ และการทิ้งงานของคุณดีกว่า” หรือ

“ถ้าคุณมีความสำนึกบุญคุณจริง ไม่ต้องมาขอบคุณ กลับมาตอบแทนพระคุณด้วยการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยแตกที่คุณก่อไว้ดีกว่า และผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณคุณนะ เพราะคุณทำให้ทั้งตัวผม และสังคมได้รับรู้ว่า คนอย่างคุณไม่ควรได้รับโอกาสใดๆ จากสังคมอีก”

Chin up and move on ครับ ประชา! อย่างน้อยก็ได้ทำให้ลูกบ้านทั้งหมู่บ้านรู้ว่า ภูมิ เป็นคนยังไง เพื่อจะได้ไม่เผลอไปหลงเชื่อ และให้โอกาสคนแบบนี้อีก

Leave a comment