ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

 ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

28 พ.ค. 2569 08:43 น.

ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

ยูกันดาประกาศปิดพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา หลังจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อในคองโกเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ราย และมีเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 220 ราย

มาตรการดังกล่าวสวนทางกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่สนับสนุนการปิดพรมแดน แม้จะประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้วก็ตาม

โดยรัฐบาลยูกันดาระบุว่า การข้ามแดนจะได้รับอนุญาตเฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น ภารกิจควบคุมโรค การขนส่งสินค้า หรือเหตุผลด้านความมั่นคงเท่านั้น และผู้ที่เดินทางเข้าประเทศจะต้องเข้าสู่การกักตัวภาคบังคับเป็นเวลา 21 วัน

การตัดสินใจปิดพรมแดนมีขึ้น หลังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ในยูกันดาหลายรายสัมผัสผู้ป่วยจากคองโกที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาก่อนมีการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะนี้ยูกันดาพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว 7 ราย รวมถึงชายวัย 59 ปีที่เสียชีวิตในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยแม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสโรคผ่านบุคลากรสาธารณสุขกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การติดตามตัวและแยกกักผู้สัมผัสโรคถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมอีโบลา ซึ่งเป็นโรคที่สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

WHO เตือนว่า การปิดพรมแดนอาจทำให้ประชาชนหันไปใช้เส้นทางธรรมชาติที่ไม่มีการตรวจคัดกรองแทน โดยชายแดนระหว่างยูกันดากับคองโกมีความยาวกว่า 765 กิโลเมตร และมีเส้นทางเดินเท้าจำนวนมากที่ยากต่อการควบคุม

ด้านองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศเปิดเผยว่า การตัดลดงบช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และหลายประเทศตะวันตกเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการรับมือโรคระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกของคองโก ทำให้ขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญ เช่น ชุดป้องกัน หน้ากาก ชุดตรวจหาเชื้อ และถุงบรรจุศพ

ทั้งนี้ คองโกเคยเผชิญการระบาดของอีโบลามาแล้วถึง 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดรอบล่าสุดสร้างความกังวลต่อหลายประเทศในแอฟริกาตะวันออก เนื่องจากเป็นไวรัสสายพันธุ์หายากที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : AP

Leave a comment