
สาทิตย์ ดักคอ สส.ปักษ์ใต้ ขวางตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ ย้ำคิดจากคนข้างบนบดขยี้วิถีชีวิตชาวบ้าน
วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.
‘สาทิตย์’ ดักคอ ’สส.ปักษ์ใต้‘ หากไม่ให้ตั้ง’กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์‘ ต้องตอบให้ได้ปิดหู ปิดตา คนบ้านเดียวกันทำไม
วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน
.jpg)
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนตั้งใจให้เป็นญัตติคู่กับเรื่องแลนด์บริดจ์ เพราะปัจจุบันมีความพยายามมุ่งให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยหว่านล้อมชี้นำให้ประชาชนโดยเฉพาะภาคใต้ ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังนำความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนที่ประชาชนสมควรจะได้รับ เช่น การพัฒนาแลนด์บริดจ์เป็นการกระทำเฉพาะพื้นที่ ได้ประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น และเป็นการพัฒนาที่ฉีกทิ้งภาคใต้ให้แยกออกเป็นส่วนๆ เพราะมีแค่ 4 จังหวัดที่อยู่ในโครงการนี้ คือระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขณะที่ภาคใต้มี 14 จังหวัด รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ประชากรกว่า 14 ล้านคนจะต้องได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ โดยที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ตนจึงตั้งใจเสนอญัตตินี้เสนอแนวคิดพัฒนาภาคใต้ให้ได้ประโยชน์ทั้ง 14 จังหวัด ด้วยการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งด้วยเงินลงทุนในขนาดประมาณที่เท่ากัน คือ เซาท์เทิร์น คอนเนค เชื่อมใต้เชื่อมโลกที่สอดคล้องกับโครงสร้างของเศรษฐกิจภาคใต้อีกด้วย
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพียงเพราะเป็นสส.ภาคใต้ แต่เป็นคนปักษ์ใต้ และเกิดที่ภาคใต้ มีญาติพี่น้อง คนรู้จัก เพื่อนฝูงญาติมิตรทั้ง 14 จังหวัด กังวลว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของคนชุมชน หากไม่มีการศึกษาที่ละเอียดรอบคอบรอบด้าน ฟังเสียงประชาชนไม่เพียงพอ เป็นโครงการที่คิดจากคนข้างบนเพียงไม่กี่คน ละเลยเสียงของชาวบ้านระดับฐานรากที่สุดแล้วโครงการอย่างนี้จะบดขยี้วิถีชีวิตของคนภาคใต้
นายสาทิตย์ กล่าวว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ แต่เป็นความคิดเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 คู่กับแนวคิดที่จะพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่ทำไปแล้ว จนนำไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก(EEC) ที่ขณะนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนอย่างมหาศาล ชาวภาคใต้ต่างกังวลว่าหากทำแลนด์บริดจ์แล้วจะมีลัษณะใกล้เคียงกับEEC ทำลายทรัพยากรวิถีชีวิตชุมชนอย่างที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐไม่เคยให้ โครงการนี้มุ่งลงทุนขนาดใหญ่ ดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยประชาชนตัวเล็ก ตัวน้อย ที่อยู่ในภาคเกษตรกร ภาคแรงงาน ว่าจะมีวิถีชีวิตต่อไปอย่างไร บางคนบอกว่าเป็นโครงการคิดต่อจากโครงการ ”ขุดคลองคอดกะ“ ด้วยซ้ำ แต่เมื่อโครงการล้มเหลว และมีการหากินของหลายฝ่าย เลยมีการหยิบโครงการนี้ขึ้นมา
นายสาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่าเนื่องจากผลการศึกษาจัดทำขึ้นภายใต้บริบทโลกในรูปแบบเก่า แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่มีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการทำแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยไทยสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีเหตุผลที่ฟังได้เท่านี้ แต่ตนแปลกใจว่าแนวคิดนี้มาได้อย่างไร หากบอกว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดความตึงเครียดเช่นช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าหลายชาติ แล้วแลนด์บริดจ์จะไม่มีสภาพที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคหรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า อีกทั้งยังอ้างตัวเลขขนส่งหรือคาร์โก้ ผลตอบแทนดูเหมือนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่มองภาพรวมเรื่องความสะดวกรวดเร็วมั่นคง โดยเฉพาะการชูจุดขายเรื่องความมั่นคงทางอาหารจะพบว่าไทยได้เปรียบอย่างมหาศาล เท่านี้ก็ยิ่งงงไปใหญ่ เพราะแลนด์บริดจ์ที่พูดถึงคือการทำท่าเรือขนส่งสินค้าสองข้างแล้วยกขึ้นมาบนบกเพื่อขนไปอีกข้างหนึ่งโดยไม่ต้องไปทางช่องแคบมะละกา ความมั่นคงทางอาหารจึงเหมือนกับเป็นความล่องลอยอยู่ในอากาศ จากผลการศึกษาที่มีอยู่ในเรื่องนี้ไม่ว่าจากสนข. หรือสภาพัฒฯ ที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านพูดเอามาจากไหน จึงมีความสับสนเป็นอย่างยิ่ง
“ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แม้ท่าทีฝ่ายรัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็น ผมถือว่านี่คือการปิดหู ปิดตา ประชาชน จะบอกว่ารัฐบาลตั้งคณะทำงานแล้ว มีปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แล้วชาวบ้านในพื้นที่อยู่ไหนทำไมถึงไม่มีส่วนร่วมเข้าไปรับรู้กับโครงการที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา คิดแค่กลุ่มคนเดียวข้างบน บังคับคนข้างล่างไม่ได้ มันต้องมีส่วนร่วมของคนข้างล่างด้วย คือสส.ในสภานี้ สส.ปักษ์ใต้คนไหนถ้ามีความเห็นว่าไม่ต้องตั้งกมธ.วิสามัญ ต้องตอบกับเราด้วยว่าปิดหู ปิดตา คนบ้านเราทำไม” นายสาทิตย์ กล่าว