โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

“โอฬาร”ชี้”อนุทิน”เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก ดันไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ยุโรป

28 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังกลับมาแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจสำคัญของยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศแกนนำของสหภาพยุโรปที่มีอิทธิพลสูงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงระหว่างประเทศ

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า การพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน กับประธานาธิบดีเอมานูว์เอล มาครง มีความหมายทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่าไทยยังคงมีความสำคัญในสายตาของยุโรป ในช่วงเวลาที่การเมืองโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ การที่ไทยสามารถเข้าไปอยู่ในวงสนทนาระดับผู้นำเช่นนี้ จึงถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก โดยเชื่อมโยงผลประโยชน์ภายในประเทศเข้ากับโอกาสจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง หรือการเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในประชาคมโลก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ การเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมไทย – ฝรั่งเศส ปี 2026 – 2028 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยคำว่าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นั้น มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไป เพราะสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมองเห็นความสำคัญของกันและกันในระดับโครงสร้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และบทบาทในภูมิภาค

ในมุมบทบาทผู้นำ รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อบริบทโลกยุคใหม่ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทย จำเป็นต้องสร้างพันธมิตร สร้างเครือข่าย และเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองในระบบระหว่างประเทศ การเจรจากับฝรั่งเศสจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับยุโรป และเป็นฐานความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ การผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป หรือ Thailand–EU FTA ยังถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้การทูตเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะหากการเจรจาสำเร็จ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป ลดอุปสรรคทางภาษี และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานรากและรายได้ของประชาชนจำนวนมาก

รศ.ดร.โอฬาร ยังกล่าวด้วยว่า การหารือเรื่องอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานสะอาด การบินและอวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ Data Center และความมั่นคงไซเบอร์ สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศที่ต้องการขยับไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากรัฐบาลสามารถผลักดันความร่วมมือเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และเพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

ในด้านความมั่นคง เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังมองความมั่นคงในมิติที่กว้างกว่าเดิม เพราะปัจจุบันความมั่นคงไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องชายแดน แต่รวมถึงความมั่นคงไซเบอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งล้วนกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง การยกระดับความร่วมมือกับฝรั่งเศสจึงช่วยเพิ่มศักยภาพของรัฐไทยในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างทันสถานการณ์

สำหรับประเด็นชายแดนไทย – กัมพูชา และกรณี MOU 44 รศ.ดร.โอฬาร มองว่า การที่นายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวไปชี้แจงต่อผู้นำฝรั่งเศส ถือเป็นการใช้เวทีการทูตระดับสูงเพื่ออธิบายจุดยืนของไทยต่อประเทศสำคัญในยุโรป โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การปกป้องอธิปไตย และการรักษาสันติภาพ พร้อมทั้งชี้ว่า การที่ไทยอ้างอิงกรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ UNCLOS ในประเด็นข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้จุดยืนของไทยในสายตานานาชาติ

“การที่ประธานาธิบดีมาครงเปิดพื้นที่หารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทินในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ไทย – ยุโรป สะท้อนว่าไทยยังมีความสำคัญในสายตาของประเทศมหาอำนาจยุโรป และกำลังถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

Leave a comment