‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ เย็บ อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ AwardsAward of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง 

Leave a comment