
29 พ.ค. 2569 12:41 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน
กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งตกใส่หลังคาอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ใกล้ชายแดนยูเครน จนเกิดเพลิงไหม้และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายนับเป็นครั้งแรกที่โดรนจากสงครามรัสเซีย ตกใส่อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนโรมาเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต
กระทรวงกลาโหมของโรมาเนียเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล 2 ราย
แถลงการณ์ของกองทัพโรมาเนียระบุว่า “ในช่วงคืนวันที่ 28 ถึง 29 พฤษภาคม รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนทางน้ำที่ติดกับโรมาเนีย ทว่ามีโดรนลำหนึ่งได้ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของโรมาเนีย เรดาร์สามารถตรวจจับสัญญาณได้จนถึงทางตอนใต้ของเมืองกาลาตี ก่อนที่โดรนดังกล่าวจะพุ่งชนเข้ากับหลังคาของอาคารที่พักอาศัยและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น”
หลังเกิดเหตุ หน่วยบริการฉุกเฉินได้รีบเข้าควบคุมสถานการณ์จนสามารถดับเพลิงได้สำเร็จ ทั้งนี้ แม้ว่าทางการโรมาเนียจะเคยตรวจพบโดรนล่วงล้ำน่านฟ้ามาแล้วหลายสิบครั้งนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็น “ครั้งแรก” ที่มีโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยของประชาชนโดยตรง โดยกองทัพได้ส่งเครื่องบินรบ F-16 จำนวน 2 ลำขึ้นบินสกัดทันทีที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม
ด้านนาโตกล่าวว่าจะเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรน หลังจากโดรนลำหนึ่งตกใส่หลังคาอาคารอพาร์ตเมนต์ 10 ชั้นในเมืองกาลาติ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโรมาเนีย ระหว่างการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนในช่วงกลางคืน โฆษกนาโตกล่าวในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X “เราขอประณามความประมาทของรัสเซีย และนาโตจะยังคงเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรนต่อไป”
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียระดมถล่มยูเครนอย่างหนัก โดยยูเครนได้ประกาศเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศตลอดทั้งคืน ซึ่งในพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเมืองซาปอรีเชีย มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย
ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ติดกับพื้นที่สงครามกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต ทั้งโรมาเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนีย และโปแลนด์ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโดรนหลงทิศของทั้งสองฝ่ายล่วงล้ำน่านฟ้า โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลของประเทศลัตเวียเพิ่งจะเผชิญภาวะล่มสลายและต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมฐานล้มเหลวและล่าช้าในการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดโดรนของยูเครนที่หลงทิศเข้ามาในดินแดน ซึ่งคาดว่าถูกระบบกวนสัญญาณของรัสเซียเล่นงานจนเสียการควบคุม
แม้เหตุการณ์ในลัตเวียจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็จุดชนวนความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เสนอตัวส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยลัตเวียเพื่อยกระดับระบบป้องกันทางอากาศ นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อรับมือกับขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 เริ่มส่งสัญญาณชะงักงัน นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเบนความสนใจไปที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนโดยปฏิเสธบทบาทการเป็น “ตัวกลางที่เป็นกลาง” ระหว่างยูเครนและรัสเซีย
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเปิดโต๊ะเจรจากับรัสเซีย แม้ว่ายูเครนจะพยายามผลักดันให้ยุโรปเข้ามามีบทบาทนำในการเจรจาแทนสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ทางสหภาพยุโรปยืนยันว่า ตนไม่สามารถทำตัวเป็นกลางได้ เนื่องจากจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนมาโดยตลอด.