ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 กรกฎาคมนี้ ชี้หากกมธ.ถกไม่ล่าช้า ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม บอกไม่รู้ปมแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ย้ำแยกบทบาทชัด หลังนั่งประธานสภาฯ กล่าวติดตลก ภูมิใจไทยไม่ใช่ตำบลกระสุนตก เป็นแค่หมู่บ้าน ย้อนสื่อฯ ใครเป็นรัฐบาลยุคไหนก็โดน ฝ่าย“ศรีสุวรรณ” ร้อง “ป.ป.ช.” สอบ “อธิบดีกรมปกครอง” ปมแชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชอบหรือ

เมื่อเวลา 10.51 น. วันที่ 30พ.ค. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำเข้าสู่วาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ว่า ตนได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ เพื่อประชุมร่วมกันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1

เมื่อถามว่า ขั้นตอนหลังจากวาระ 1 จะใช้เวลานานหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาพอสมควร จึงหวังว่าคณะกรรมาธิการจะปรึกษาและหารือกันอย่างโดยไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก เพราะหลายฝ่ายจับตาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้หากกรรมาธิการพิจารณาได้เร็ว ขั้นตอนทุกอย่างก็จะรวดเร็ว

ย้ำทุกอย่างไปได้สวย

เมื่อถามถึงบรรยากาศ ความขัดแย้งระหว่างสส.และสว. ที่มีการกล่าวหาถึงระบอบสีน้ำเงิน นายโสภณกล่าวว่า อยู่ที่การหารือ ตนเชื่อว่าประชาชนออกเสียงประชามติว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อว่าทุกฝ่ายจะรับฟังเสียงนั้น ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การพูดคุย แต่เชื่อว่าต้องมีการเคารพเสียงของประชาชนอย่างแน่นอน

เมื่อถามย้ำว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นประเด็นปัญหาใช่หรือไม่ นายโสภณ
กล่าวว่า อย่าว่าโจมตี เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็นบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย จริงๆ เรื่องสีว่ากันมานานแล้ว แต่เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ไม่รู้แชตช่วยสีน้ำเงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สส.บุรีรัมย์ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ และคณะได้ยืนหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยบทสนทนาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์และมีการกล่าวอ้างว่า เป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับแกนนำภายในพรรคบ้างหรือไม่ถึงกรณีดังกล่าว นายโสภณ กล่าวว่าตนไม่เกี่ยว เพราะตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยไปพูดคุยเกี่ยวกับกิจการของพรรคภูมิใจไทย และย้ำว่าทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการรักษาระยะ และทำงานด้านนิติบัญญัติตนก็มีลิมิต ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและพรรคการเมือง

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคภูมิใจไทยขณะนี้เป็นตำบลกระสุนตกใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวติดตลกว่า “เอาใหญ่กว่าหมู่บ้าน เขาเรียกหมู่บ้านกระสุนตก คุณไปบอกตำบลกระสุนตก มันใหญ่กว่า” ก่อนกล่าวว่า ไม่หรอก ไม่ว่าการเมืองยุคไหนใครเป็นรัฐบาล ก็จะโดนแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราอย่าไปใส่ใจมาก แต่เราไม่อยากเห็นการสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน เพราะประเด็นที่ควรมุ่งไปคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกัน นิติบัญญัติฝ่ายบริหารก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ นิติบัญญัติก็เป็นเรื่องกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องแยกกันให้ออก

ร้องป.ป.ช.สอบแชตสีน้ำเงิน

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมการปกครอง กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีการเผยแพร่ข้อความแชทไลน์ที่ระบุข้อความว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย”ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ปอ.มาตรา 157 และฝ่าฝืนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 และระเบียบของข้าราชการที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาร้องเรียนว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจากการถูกย้ายไปช่วยราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงจูงใจทาง การเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยมีการเผยแพร่ข้อความแชตไลน์ที่ระบุข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกหลายๆแชตไลน์จนนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมถึงความเป็นกลางของอธิบดีกรมการปกครอง

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 82(9) กำหนดว่าข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้อ 2.7 และข้อ 2.9 ที่กำหนดห้ามบังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทําการในทางให้คุณให้โทษและไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ให้เป็นการเปิดเผย หากฝ่าฝืนก็อาจมีโทษทางวินัย และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ได้

ต้องหาความจริงให้ครบ

กรณีที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบที่มาของข้อความที่ถูกนำมาเผยแพร่ โดยยืนยันว่าบัญชีไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และมีการเชื่อมต่อใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายเครื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวเครื่องเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นจากใครหรืออุปกรณ์ใด แต่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะขอใช้สิทธิทางกฎหมาย
ในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่เป็นข้อยุ่งยากเพราะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ในเครื่องต่างๆ ข้อมูลการแชตหรือข้อมูลต่างๆ แต่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด แม้จะมีการลบออกไปแล้วหรือไม่ก็ตาม เพราะข้อมูลบัญชีไลน์และหมายเลขโทรศัพท์ยังสามารถเชื่อมโยงกันได้ ต่อให้ลบไปเท่าไหร่ก็รื้อกลับมาได้ ที่สำคัญอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตก็ยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์ของอธิบดีกรมการปกครองกับของปลัดฯ นั้น เคยติดต่อกันจริง

ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวได้โดยตรง สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกอดีตปลัดภูเก็ตและอธิบดีมาสอบพร้อมเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้แชตไลน์กันกับเครื่องของอธิบดีมาตรวจสอบได้เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าแชตไลน์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเท็จ และการที่นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบนั้น ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะเป็นหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินที่เป็นกรณีในแชตไลน์ดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185-186 ได้

หนูชมงานมหกรรมอาหาร

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมียม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้ คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

Leave a comment