ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล  ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์  ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.แจงเหตุไม่ตั้งกมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ อ้างสภาฯชุดก่อนเคยศึกษามาแล้ว ไม่อยากเสียเวลาซ้ำ พร้อมส่งต่อข้อสรุปให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที ขณะที่ “กล้าธรรม” อัดยับปิดปากการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ ด้าน“กรณ์”ถล่มซ้ำงัดตัวเลข สนข.ชี้ชัดแพงกว่า-ช้ากว่าช่องแคบมะละกา “ชัยชนะ” ปลุกสส.รัฐบาลปักษ์ใต้ทบทวนจุดยืน

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่ว่า ตนขออธิบายดังนี้เพราะมีการศึกษามาแล้วและมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

ภท.อ้างสภาฯชุดก่อนศึกษาไว้แล้ว

นายคงกฤษ กล่าวว่า สภาฯชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

นายคงกฤษ กล่าวอีกว่า ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90วัน

ไม่อยากเสียเวลาศึกษาซ้ำอีก

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็นและไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชนแต่หมายความว่า เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

“เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ”นายคงกฤษ กล่าว

ต้องฟังเสียงชาวระนองด้วย

และว่า ตนยืนยันว่า แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้นแต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศและหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

“เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนและตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“นายคงกฤษระบุ

กล้าธรรมผิดหวังท่าทีสส.รัฐฐาล

ด้านนายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของ สส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่

นายพีรวัส กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ศึกษา และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและอาชีพของประชาชน

ปิดปากตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

“การที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เท่ากับเป็นการปล่อยให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ และลดโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญระดับประเทศ» นายพีรวัส กล่าว

นายพีรวัส ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะหากโครงการเดินหน้าไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

ประกาศเดินหน้าตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ นายพีรวัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยังคงติดตามการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิด และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของประเทศเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

‘กรณ์’งัดตัวเลขถล่มแลนบริดจ์

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวผ่านโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรื่อง Land Bridge รัฐบาลไม่ยอมให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยคิดช่วยตรวจสอบ แต่บอก ‘จะตัดสินใจเอง‘

ปัญหาคือ รัฐบาลพูดมาตลอดว่า LB จะเป็นเส้นทางเลือกที่ประหยัดเงินและเวลา เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา แต่เมื่อคำนวณจากข้อมูลในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง) คำตอบมันชัดครับ LB ทั้งแพงกว่า และนานกว่า

“แค่ตรงนี้ไม่ผ่าน concept ก็ควรถอยแล้วครับ อย่าเพิ่งแถกันไปว่า จริงๆ LB มีไว้เพื่อ southern economic zone, เพื่อ transhipment, เพื่อ energy complex หรือเพื่อการรักษาอธิปไตยของประเทศ บลาๆซึ่งที่ศึกษามาทั้งหมดยังไม่เคยได้พิจารณาเรื่องพวกนี้เลย”นายกรณ์กล่าว

ปชป.ชี้โครงการอื่นตอบโจทย์กว่า

ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังภายหลังที่ประชุมสภาฯไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชาชนในวงกว้าง อาทิ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมจังหวัดนราธิวาสสู่กรุงเทพฯ การยกระดับระบบขนส่งทางรางด้วยรถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สามารถกระจายประโยชน์สู่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

อัดซ้ำรบ.ปิดโอกาสตรวจสอบ

“การที่รัฐบาลปฏิเสธการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศและประชาชนภาคใต้โดยตรง” นายชัยชนะ กล่าว

จี้ต่อมสำนึกสส.ใต้ทบทวนจุดยืน

พร้อมกับเรียกร้องให้ สส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนจุดยืนของตนเอง และคำนึงถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่าการยึดตามมติพรรค ซึ่ง สส.ภาคใต้ทุกคนควรตระหนักว่าหน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามมติทางการเมือง เพราะทุกการตัดสินใจในสภาจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของคนภาคใต้และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชนภาคใต้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่รับฟังเพียงคำสั่งจากผู้นำพรรค ในช่วงหาเสียงทุกคนบอกว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน รับฟังเสียงพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจกลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนเลย เสียงของประชาชนไร้ค่า” นายชัยชนะ กล่าว

Leave a comment