ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

ทำไมยิ่งอด ยิ่งอ้วน? ความจริงเรื่องอินซูลินที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

ลงพุง หิวบ่อย ง่วงหลังกินหวาน ลดเท่าไหร่ก็ไม่ลง อาจไม่ใช่เพราะคุณขี้เกียจ หรือกินเยอะเกินไป แต่เป็นเพราะร่างกายกำลัง “ดื้ออินซูลิน” รายการ On the way with Chom สัปดาห์นี้มาเผยถึงเรื่องใกล้ตัว ภาวะเงียบที่ปล่อยไว้นาน เบาหวานถามหา! “หมอป๊อบ ธนศักดิ์” อายุรแพทย์ด้านการรักษาโรคเบาหวาน เปิดความจริงเรื่องอินซูลิน เบาหวาน และความอ้วน ทำไมบางคนยิ่งนับแคล ยิ่งอดอาหาร แต่น้ำหนักกลับไม่ลง พร้อมเล่าเคสจริงคนไข้เบาหวานที่แค่ปรับเวลานอน ค่าน้ำตาลลดลงจนน่าตกใจ โดยไม่ใช้ยาสักเม็ด

ปัจจัยในการสะสมไขมัน ?

หมอป๊อบ : ที่ผ่านมาผมว่าเรามีคำแนะนำเรื่องของการลดน้ำหนักเยอะมาก ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าการแนะนำแบบไหนก็ตาม หลักการเดียวกับที่เราถูกโฟกัสในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาคือ การนับแคลอรี มักจะมองถึงปริมาณของพลังงานที่เราเรียกว่า แคลอรี เรามักจะกล่าวว่าคนที่น้ำหนักเกิน กินเยอะ ขี้เกียจออกกำลังกาย กินเยอะใช้น้อย ทางการแพทย์ก็มักจะมองว่าไม่ใช่โรคหรอก ความอ้วนเป็นเรื่องนิสัย

อินซูลินกับการสะสมไขมัน

หมอป๊อบ : ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานเราต้องฉีดอินซูลินเพื่อคุมน้ำตาลในเลือด มักจะลดน้ำหนักไม่ค่อยได้ ก็เลยทำให้ผมกลับไปดูกลไกการออกฤทธิ์อินซูลิน มันออกฤทธิ์โดยการที่เวลาน้ำตาลในเลือดสูง เราฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาลในเลือด อินซูลินจะสั่งให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดที่สูงให้ไปเก็บเป็นไขมัน แล้วอินซูลินก็จะขังไขมันเอาไว้ในเซลล์ไขมัน พอพลังงานถูกเก็บเป็นไขมันแล้วอินซูลินยังสูง ร่างกายจะไม่สามารถดึงไขมันออกมาใช้ได้ มันก็เลยกระตุ้นให้เราหิวเร็วขึ้น นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าหลักการ Calorie In, Calorie Out น่าจะมีปัญหา ดังนั้นในมุมมองผม เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วที่ผมพยายามจะสื่อคือ เรื่องของน้ำหนักที่เกิน แล้วก็สัมพันธ์กับโรคเรื้อรัง คือภาวะที่อินซูลินในเลือดสูง จนกระทั่งร่างกายเกิดการต่อต้านการทำงานของอินซูลินในร่างกายขึ้นมา เป็นการดื้ออินซูลิน

ดื้ออินซูลิน จุดเชื่อมระหว่างโรคอ้วนและเบาหวาน

หมอป๊อบ : ยกตัวอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง เป็นเบาหวานก็ดื้ออินซูลิน อินซูลินมีหน้าที่เอาน้ำตาลที่อยู่ในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้าสมมุติเซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน มันไม่ยอมเปิดประตูให้น้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ น้ำตาลก็จะค้างในเลือด เรามักจะโยนปัญหาเหล่านี้ไปที่เรื่องกรรมพันธุ์หรือพันธุกรรม ดังนั้นคุณต้องใช้ยา นั่นคือคำอธิบายซึ่งผมก็ใช้อธิบายคนไข้สมัยก่อน แต่ตอนที่ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยเรื่องเหล่านี้ ถ้าเรากลับไปดูสถิติ จะเห็นว่าโรคอ้วน โรคเบาหวานที่มีอุบัติการณ์สูงขึ้นจริง ๆ มันเป็นช่วงยุคประมาณหลังปี 1980 คือประมาณย้อนหลังไปประมาณไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ที่โรคอ้วนสูงขึ้น แล้วโรคเบาหวานก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว พอผมมาทบทวนเรื่องนี้ก็ทำให้เรากลับมานั่งคิดว่ามันใช่เรื่องกรรมพันธุ์เหรอ 50 ปีคือช่วงที่คนเกิดมารุ่นหนึ่งยังไม่เสียชีวิต แล้วเราไปส่งต่อกรรมพันธุ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีคนไข้หลายคนถามผมว่าคุณหมอ พ่อผมก็เป็นเบาหวานนะ ตอนนี้น้ำตาลในเลือดผมก็เริ่มสูงขึ้น ผมตอบว่าลองไปถามคนข้างบ้านเราก็ได้ อาจจะมีคนที่เป็นเบาหวานแล้วเขาก็ไม่ได้เป็นญาติเราด้วย เพราะมันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ พอเราโฟกัสกรรมพันธุ์ เราลืมมองสภาพแวดล้อมถ้าสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทำให้เราป่วย คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันเราก็ป่วยด้วยโรคเดียวกัน งั้นสภาพแวดล้อมของรูปแบบการทานอาหาร ซึ่งทำให้ร่างกายมีการหลั่งอินซูลินมากขึ้น

ดื้ออินซูลินเกิดจากอะไร ?

หมอป๊อบ : เวลาที่อินซูลินสั่งการให้เอาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ มันจะไปเปิดตัวรับสัญญาณอินซูลิน ที่ผนังเซลล์ พอมันเปิดตัวรับเสร็จ น้ำตาลเข้าสู่เซลล์เสร็จเรียบร้อย อินซูลินจะต้องถอยออกมาเพื่อให้สัญญาณนั้นได้รีเซ็ตตัวเองใหม่ ถ้าสัญญาณไม่มีการรีเซ็ตตัวเองใหม่ มันจะรับการตอบสนองครั้งต่อไปไม่ได้ คือสิ่งสำคัญ มันเหมือนกับว่าถ้าเราเอากุญแจใส่รูกุญแจแล้วเราก็บิด เราจะใช้กุญแจนั้นใหม่ได้อีกทีหนึ่ง มันต้องถอดออกมาแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่แล้วก็บิดอีกทีหนึ่ง การที่อินซูลินสูงในเลือดตลอดเวลา จากรูปแบบการทานอาหาร รูปแบบฮอร์โมนในร่างกายเรา แทบทุกตัวจะไม่มีการสูงแบบต่อเนื่อง มันจะต้องมีช่วงที่สูงขึ้นแล้วลดลง เป็นการทำงานแบบเป็นจังหวะ หมายความว่าถ้าเราทานอาหารที่กระตุ้นอินซูลินสูงขึ้นแล้วเราหยุดการทาน อินซูลินที่สูงขึ้น ไม่ได้สูงขึ้นมากแล้วก็ลดลง เวลาเราทานอาหารครั้งต่อไปหลังจากที่อินซูลินลดลงแล้ว ตัวรับสัญญาณอินซูลินจะสามารถทำงานได้ครั้งที่ 2 หลังที่เราทานมื้อที่ 2 แต่ถ้าเราทานต่อเนื่องบ่อย ๆ อินซูลินค้างตัวเก่ายังไม่ลดลง กินใหม่อีกจะทำให้ระดับอินซูลินค้างสูง ทำให้มันไม่สามารถไปเปิดประตูของตัวรับสัญญาณอินซูลินได้ใหม่นั่นแหละที่เรียกว่า การดื้ออินซูลิน เมื่อตัวรับอินซูลินไม่ตอบรับ เพราะอินซูลินค้างสูงไม่มีจังหวะที่ลดระดับลง น้ำตาลที่เราทานก็จะค้างในเลือด ซึ่งนำไปสู่เรื่องของเบาหวาน และตับก็มีหน้าที่ในการที่จะเอาน้ำตาลนั้นเปลี่ยนเป็นไขมันไปเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนัง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

บางคนอ้วนและมีไขมันสะสม แต่ตรวจแล้วกลับไม่เป็นเบาหวาน ?

หมอป๊อบ : มันมีขีดการที่บอกว่าเราสามารถอ้วนได้แค่ไหน ถึงจะเกิดเบาหวานขึ้น เวลาที่เราทานอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจำเป็นต้องมีน้ำตาล 100 มิลลิกรัม เพราะถ้าน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มันจะจับตัวกับโปรตีนที่เป็นโครงสร้างในร่างกายแล้วทำให้โปรตีนนั้นไม่สามารถทำงานได้ โปรตีนจะเสียหาย ร่างกายจึงต้องหลั่งอินซูลินแล้วดึงน้ำตาลลง โดยการเอาน้ำตาลที่ดึงลงส่งให้ตับ ตับจะเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันแล้วไปเก็บที่ใต้ผิวหนังเรา ถ้าเรากินแป้งน้ำตาลบ่อย ๆ อินซูลินไม่มีช่วงที่ลดลง ร่างกายเผาไขมันไม่ได้ มันก็จะอยู่ในโหมดการสะสมไขมันไปเรื่อย ๆ ที่จะเกิดเบาหวานเพราะว่าถังเก็บไขมันของเราอยู่ที่เซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง ปัญหาอยู่ที่เราอ้วนได้ไม่เท่ากัน

สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าเราเริ่มดื้ออินซูลิน ?

หมอป๊อบ : ลักษณะที่เราสังเกตเองได้ง่าย ๆ ว่าร่างกายดื้ออินซูลินหรือยัง ประเด็นแรกคือ ลงพุงแสดงว่าไขมันเริ่มล้นถังเก็บ อยู่ในโหมดเก็บจนล้นถังเก็บแล้วออกที่ช่องท้องแล้ว 2. คือมักจะตรวจพบว่ามีความดันในเลือดที่สูงขึ้น เมื่อร่างกายเราเริ่มมีการเก็บไขมันเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มต่อต้านอินซูลิน ร่างกายจะเริ่มมีการอักเสบ ร่างกายจะเริ่มเก็บเกลือมากขึ้น แล้วร่างกายจะเริ่มทำให้แรงต้านทานในหลอดเลือดเราสูงขึ้น จึงวัดได้ความดันสูง 3. ถ้าตรวจเลือด มันจะมีอยู่ 3 ประเด็นนะครับ อันดับแรกคือ ไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดสูงขึ้น อันที่ 2. จะพบว่าไขมันที่เราเรียกว่าไขมันดี หรือ HDL (High-Density Lipoprotein) จะลดระดับลง เพราะเมื่อไหร่ที่ไตรกลีเซอไรด์เริ่มสูงขึ้น แสดงว่าร่างกายเราเริ่มมีการอักเสบ เริ่มมีการทำลาย HDL มากขึ้น สุดท้ายคือ น้ำตาลในเลือดเริ่มสูงกว่าค่าปกติ โดยทั่วไปน้ำตาลในเลือดตอนเช้า ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน จะต้องสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หรือถ้าเราดูน้ำตาลสะสมในเลือดที่เราเรียกว่า ฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c) มีเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานคือสูงเกินกว่า 6.5% แต่ในมุมมองผม ร่างกายเราเริ่มดื้ออินซูลิน ดูจากน้ำตาลสะสมในเลือดคือ น้ำตาลสะสม A1C เกิน 5.7% ขึ้นไป ถือว่าร่างกายเริ่มดื้ออินซูลิน จะเห็นว่าจาก 5.7% ไป 6.5% มันกว้างพอสมควร หมายความว่าร่างกายเริ่มดื้ออินซูลินไปนานพอสมควร หมอถึงจะวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเบาหวาน ส่วนมากผมวินิจฉัยเบาหวานได้น้ำตาลเกิน 5.7% ขึ้นไป เริ่มวินิจฉัยก่อนที่จะให้มันไปถึง 6.5%

ยิ่งกินโปรตีนน้อย ร่างกายยิ่งลดการเผาผลาญ ?

หมอป๊อบ :  เราเคยได้ยินคำพูดที่ผ่านมาคือ ถ้าเรายิ่งกินน้อย อัตราการเผาผลาญยิ่งลด แต่สำหรับผม เมื่อแยกคำว่าน้อยออก คือโปรตีนน้อยเกินไป ร่างกายจะลดการเผาผลาญ มันไม่ได้หมายความว่าแคลอรีรวมลดลง แต่มันหมายถึงโปรตีนคุณไม่ถึงที่จะเร่งการเผาผลาญได้ คนไข้ผมส่วนมากเมื่อกินโปรตีนถึง น้ำหนักมันจะลดลงเองอย่างง่าย พยายามกินน้อยเพื่อหวังจะน้ำหนักลดแต่ว่าวิธีการไม่ถูกต้อง ถ้าร่างกายรู้สึกว่าได้สิ่งที่มันต้องการแล้ว อยู่ในภาวะที่ปลอดภัยมากพอ จะเร่งการเผาผลาญให้ ร่างกายเราเซฟไขมัน เพราะเมื่อไหร่ที่เราทานโปรตีนน้อย ร่างกายจะตีความว่าอยู่ในฤดูกาลที่ขาดแคลนอาหาร ถ้ามันไม่เซฟตัวเองเอาไว้ เร่งการเผาผลาญพลังงานในยุคที่ขาดแคลนอาหาร เดี๋ยวจะอดตายแล้วอายุสั้นลง

ถ้านอนน้อยจะส่งผลต่ออินซูลินด้วยไหม ?

หมอป๊อบ : กระทบครับ อย่างที่หมอบอกว่าจังหวะก็คือว่าในช่วงกลางวันเป็นช่วงที่มนุษย์เป็นสัตว์หากินกลางวัน เมื่อแสงอาทิตย์กระทบเรา ร่างกายจะกระตุ้นให้พลังงานมาสลายไขมันออกมา ให้ตับปล่อยน้ำตาลออกมา หลายคนตอนเช้าดึก ๆ 5:00 น. น้ำตาลในเลือดต่ำลง แต่พอเราตื่น 7:00 น. น้ำตาลในเลือดจะเด้งขึ้น เพราะตับจะปล่อยน้ำตาลและสลายไขมันออกมา เซลล์จะเริ่มเปิดประตูเพื่อรับพลังงาน เพราะต้องไปใช้ชีวิตไปหาอาหาร จังหวะที่เซลล์เปิดประตูเพื่อรับพลังงาน แสดงว่าการดื้ออินซูลินจะน้อยลง เพราะเซลล์พร้อมจะรับพลังงานอยู่แล้ว แต่พอกลางคืน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปเซลล์จะปิดประตูตัวเอง เป็นเวลาที่ต้องซ่อมแซมตัวเองเมื่อความมืดมาเยือนมันก็จะเริ่มลดการนำเชื้อเพลิงเข้าสู่เซลล์ ดังนั้นในคนที่เป็นเบาหวานที่น้ำตาลไม่ลงก็เพราะนอนดึกกลางคืนแล้วอยู่หน้าจอ LED อยู่ท่ามกลางหลอดไฟด้านบน เราอยู่ในห้องทั้งวันไม่ค่อยเจอแสงแดดข้างนอก แล้วกลางคืนควรจะมืด เราอยู่ท่ามกลางแสงประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมันทำให้เวลาของร่างกายเรากับเวลาของสิ่งแวดล้อมมันหลุดออกจากกัน  ในมุมมองผมในปัจจุบัน ชีวิตคือเรื่องของความสอดคล้องระหว่างนาฬิกาในร่างกายเรากับนาฬิกาของสิ่งแวดล้อม ถ้าเราหลุดจากนาฬิกานี้ จะรู้สึกผิดปกติทันที

ความเครียดส่งผลให้อินซูลินสูงผิดปกติ ?

หมอป๊อบ : คือเมื่อไหร่ที่ร่างกายเครียด มันต้องการที่จะใช้พลังงานมากขึ้น แต่ความเครียดแบบระยะสั้นไม่ได้มีปัญหากลับทำให้ร่างกายเราใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น แต่ถ้าความเครียดนั้นต่อเนื่องยาวนาน คือ Chronic Stress เวลาที่เราเครียดร่างกายมักจะเปลี่ยนไขมันไปใช้น้ำตาล เพราะว่าไขมันไม่สามารถละลายในเลือดได้ ดังนั้นการลำเลียงไขมันมาใช้มันเป็นกระบวนการที่อาศัยขั้นตอน คือเหมือนกับต้องขออนุญาตหลายขั้น แต่น้ำตาลเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ไวถ้าเราต้องการจะใช้มันต้องวิ่งโดยโซนที่สูงไปนิดหนึ่งด้วย ถ้าวิ่งแบบจ็อกกิ้งธรรมดา หายใจได้ทัน ร่างกายมันก็ใช้ไขมันได้ ปัญหาอยู่ตรงระยะยาว อย่างที่บอกคือถ้าเราเครียดนาน ในช่วงที่ร่างกายสลับจากการใช้ไขมันมาใช้น้ำตาล ร่างกายบูสต์น้ำตาลให้สูงขึ้น โดยตับสลายไขมันเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แล้วการใช้น้ำตาลของเซลล์จำเป็นต้องอาศัยอินซูลิน ดังนั้นเมื่อเรา Chronic Stress น้ำตาลสูงนาน อินซูลินก็สูงนานก็ทำให้ตัวรับสัญญาณเราเริ่มไม่ตอบสนอง

 IF เป็นการเล่นกับระดับอินซูลินได้จริงไหม ?

หมอป๊อบ : เป็นการเล่นกับระดับอินซูลินครับ เพราะว่าอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่หลัก ๆ การกระตุ้นอินซูลินก็คือช่วงเวลาการกิน แม้เราจะกินอาหารที่ไม่มีแป้งน้ำตาล ไม่ใช่ไม่กระตุ้นอินซูลินแต่จะกระตุ้นไม่มากเท่านั้นเอง ดังนั้นการ Fast คือ การทำให้อินซูลินที่สูงขึ้นลดลง เมื่อเราไม่กินก็ไม่กระตุ้นอินซูลิน ก็เป็นขาลงของอินซูลิน ดังนั้นในมุมมองผมการ Fast เหมาะสมสำหรับคนที่มีปัญหาการดื้ออินซูลินในเลือดสูง จำเป็นต้องอาศัยการ Fast เพื่อลดอินซูลินลง เพื่อทำให้ร่างกายได้รับการอนุญาตให้กลับมาเผาไขมัน

ควรดูแลตัวเองยังไงเพื่อไม่ให้ร่างกายดื้ออินซูลิน ?

หมอป๊อบ : สำหรับในคนที่ยังไม่ป่วยแล้วต้องการป้องกันไม่ให้ตัวเองป่วย ป้องกันไม่ให้เราเข้าไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง อันดับแรกคือพยายามกินอาหารที่เป็นอาหารจริง ๆ กินอาหารที่เป็นธรรมชาติ สำหรับคนที่แข็งแรงปกติผมมีหลักการแค่ว่า 1. อย่าขาดโปรตีนกับกรดไขมันที่จำเป็น อย่ากลัวการกินเนื้อสัตว์ อย่ากลัวการกินไขมันสัตว์ อย่ากลัวการทานซีฟู้ด ทานผักผลไม้ตามฤดูกาลได้ ไม่ได้ซีเรียส ตราบใดที่ไม่เอาอาหารเหล่านั้นไปแปรรูปจนเป็นอาหารผ่านกระบวนการขั้นสูง 2. เราควรจะมีระยะเว้นการกินอาหาร พยายามที่จะตัดอาหารผ่านกระบวนการขั้นสูงออกไป 3. เวลาในการกินอาหาร จังหวะในการกินอาหารที่ถูกต้องที่ร่างกายเรามีความไวต่ออินซูลินมากพอที่จะจัดการอาหารได้ คือช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควรทานในช่วงกลางวันและให้ร่างกายสัมผัสกับแสงแดดบ้างจะช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้ แม้กระทั่งการออกกำลังกายกลางแจ้งที่มีแสงแดด มันซัพพอร์ตในการที่ร่างกายเราจะใช้พลังงานได้ดีกว่าการออกกำลังกายในห้องที่เปิดแสงไฟแบบนี้ เพราะแสงแดดจะเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้พลังงานที่ไหลเวียนในเซลล์ มันไหลเวียนด้วยความราบรื่น

Leave a comment