
สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ค่าครองชีพ
วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.
‘สว.ศุภโชค’ ชี้คิกออฟ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สะท้อนประชาชน ‘ตื่นตัว’ ต้องการให้ช่วยเหลือ ’ค่าครองชีพ‘ ตรงเป้า ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระ‘ มองบวก ‘ฝ่ายค้าน’ รุกตั้ง กมธ.เกาะติด ช่วยเข้มตรวจสอบใช้งบฯให้ ‘โปร่งใส’
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่ประชาชนเริ่มใช้ได้แล้วว่า ในฐานะประธานกมธ.ฯ ต้องการมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลางทางการเมือง และพิจารณาในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่ต้องตอบโจทย์ว่าเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากน้อยเพียงใด หลังสถานการณ์สงครามและภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนจำนวนมากเผชิญความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมวงเงินสำหรับโครงการดังกล่าวประมาณ 1.75 แสนล้านบาท และขณะนี้มีประชาชนลงทะเบียนไปกว่า 26 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความจำเป็นที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ
“เราอยากเห็นเม็ดเงินเหล่านี้เข้าไปช่วยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ให้มีกำลังซื้อมากขึ้น และทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยตลอด 4 เดือนของโครงการจะมีเงินลงสู่ระบบกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายศุภโชค กล่าว
นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ในส่วนของงบประมาณที่ลงไปเกือบ 2 แสนล้านบาทนั้น อยากให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนควักเงินของตนเองออกมาใช้จ่ายเพิ่มเติม เนื่องจากโครงการเป็นลักษณะรัฐช่วย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน พร้อมกันนี้ ยังฝากถึงภาครัฐว่า เมื่อโครงการดำเนินครบ 4 เดือนแล้ว ควรมีการสรุปตัวเลขความสำเร็จออกมาเป็นรายเดือนอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเงินกู้ที่นำมาใช้ในโครงการก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจจริง และช่วยเหลือคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบประมาณดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร นายศุภโชค กล่าวว่า ถือเป็นกลไกตามระบบรัฐสภาที่สามารถดำเนินการได้ และไม่น่าจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณล่าช้า
“ผมมองว่าการตั้งคณถฃะกรรมาธิการฯจะช่วยให้การตรวจสอบการใช้งบประมาณเข้มข้นมากขึ้น และช่วยให้ภาครัฐพิจารณาโครงการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเงินกู้
และหากการตั้งกรรมาธิการฯผ่านความเห็นชอบ ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการร่วมกันตรวจสอบและคัดกรองโครงการของรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องติดตามว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติอย่างไรต่อไป“ นายศุภโชค กล่าว