มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มาร์คยันโค้งสุดท้าย เปิดปราศรัยใหญ่แน่

พรรคส้ม ปชน.เปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่ง“ปธ.ที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.” ทันทีเปิดตัวเจอทั้ง’ส้ม-แดง’วิจารณ์หนัก จากม็อบนกหวีด-พยานยุบ’ก้าวไกล’สู่ปธ.ที่ปรึกษาทีมผู้ว่าส้มโดยNGOใหญ่ลั่นไม่เลือกผู้ว่าฯส้มแน่นอน’ชัยวัฒน์’แบไต๋โค้งสุดท้ายดึงสส.แท็กทีมช่วย เล็งใช้’อาสาส้ม’ ชนบ้านใหญ่ ด้าน‘อนุชา’ฟิตแต่เช้าลุยตลาดดินแดง‘มาร์ค‘ยันเปิดปราศรัยใหญ่เวทีกทม.โค้งท้ายแน่นอนกลุ่ม‘สว.พันธุ์ใหม่’จ่อดีลปชน.-ปชป.-พท. ขอเสียงหนุนร่างแก้รธน.ม.256ขณะที่ครม.เคาะงบฯปี70วงเงิน3.78ล้านล้านบาท จัดงบฯให้ท้องถิ่น3.9แสนล้าน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชน (ปชน.)เปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีมโดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมได้เปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คนซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรครวมถึงบุคลากรนอกพรรคเช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

สุรพล’นั่งปธ.ยุทธศาสตร์ทีม‘ดร.โจ’

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.ดร.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.ดร.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครูมีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการกทม. ศ.ดร.สุรพลยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการกทม.เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ(ประธานบอร์ด)บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัดซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานครที่กทม.ถือหุ้น99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม.ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนักเช่นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม,โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ

หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เบอร์10ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการกทม.คอยให้คำปรึกษาเพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

ส้ม-แดง’รุมวิจารณ์‘สุรพล’กระหึ่ม

ทันทีที่พรรคประชาชนเปิดตัว”ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์”อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมบริหารผู้ว่าฯประชาชน เสียงวิจารณ์ในโซเชียลก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันทีทั้งจาก”ด้อมส้ม”บางส่วน และโดยเฉพาะ”คนเสื้อแดง” โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ”ศ.ดร.สุรพล”เอง

“ศ.ดร.สุรพล”จบการศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี2544-2547เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2547-2553 เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2568 ถึงปัจจุบัน

จากม็อบนกหวีด-พยานยุบ’ก้าวไกล’

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอาทิสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ปี 2549 ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้งในช่วงวิกฤตทางการเมืองปี 2556-2557”ศ.ดร.สุรพล”ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส.ต่อต้านรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ระหว่างการเคลื่อนไหว “ศ.ดร.สุรพล” ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกิดมาจากการเสพติดอำนาจของคุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณ และก็จะแสดงเจตนาแสดงสัญลักษณ์ด้วยการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบและตัดสินใจยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง และเพื่อให้มีพลังของสำนึกที่ถูกต้องก็อยากจะเรียกร้อง วิงวอนให้เพื่อน ๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่เป็นประจำกับคุณยิ่งลักษณ์ช่วยกัน ตักเตือน และให้สติกับคุณยิ่งลักษณ์ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง และร่วมกันกับผมในการเป่านกหวีดต่อหน้าคุณยิ่งลักษณ์”

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567ศาลรัฐธรรมนูญ นัดตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้ยื่นเอกสารบันทึกถ้อยคำของพยานเพิ่มอีก 1 คนคือ”ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์”ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชนและที่ปรึกษาทางกฎหมายของ กกต.

บางช่วงในบันทึกคำให้การของพยานปากเอก”ศ.ดร.สุรพล” ระบุว่า”…การนำเสนอแนวคิดเพื่อแลกเปลี่ยนผ่านกลไกต่างๆอย่างสันติภายใต้วิถีทางรัฐธรรมนูญ ไม่อาจเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแต่ประการใด การกระทำหรือการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองที่อาจจะนำไปสู่การยุบพรรคนั้นจะต้องมีองค์ประกอบของการใช้ความรุนแรงนอกขอบของรัฐธรรมนูญอยู่ การเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีด้วยการเสนอร่างกฎหมายย่อมไม่เพียงพอและไม่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้…”

จากม็อบนกหวีดกปปส.สู่พยานปากเอกพรรคส้มจึงทำให้บทบาทของ”ศ.ดร.สุรพล”ถูกวิจารณ์จากทั้ง2ขั้ว และเมื่อมีชื่อ ปรากฏเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมบริหารผู้ว่าฯประชาชนของพรรคประชาชน จึงตามมาด้วยเสียงวิจารณ์หนักหน่วงอีกครั้ง

NGOใหญ่ไม่เลือก‘ผู้ว่าส้ม’แน่นอน

จากกรณีพรรคประชาชน(ปชน.)เปิดตัวศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมบริหารผู้ว่าฯกทม.เสียงวิจารณ์ก็ดังขึ้นมาทันที ทั้งจาก “ด้อมส้ม” บางส่วน และโดยเฉพาะ “คนเสื้อแดง”โดยมีสาเหตุจากบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตของ ศ.ดร.สุรพล นั่นเอง

โดยล่าสุดนายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า”ไม่เลือกผู้ว่าพรรคส้มแน่นอนครับ ทีแรกสองจิตสองใจอยู่ ตอนนี้สบายใจแล้ว โล่งใจมาก ขอบคุณในความชัดเจนของพรรคส้มนะครับ”

ดร.โจ’แบไต๋โค้งสุดท้ายดึงสส.ช่วย

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 10 พรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์เดือนสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งกทม.ว่า การทำงานแบบเป็นทีมของพรรคประชาชนจะเป็นกลยุทธ์เพราะวันนี้ไม่ได้มีผู้สมัครผู้ว่ากทม.หรือสก. เรายังมี สส. ด้วย ที่มาทำงานร่วมกันเรา มีสส.ในกทม.ทุกเขตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราจะมีการทำงานแบบแสดงพลังความสามัคคีแบบเป็นทีมของพรรคประชาชน

ประเดิมใช้’อาสาส้ม’ ชนบ้านใหญ่

ส่วนการประเมินเก้าอี้สก.ที่จะได้เท่าไหร่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าตนคาดหวังว่าในฐานะเป็นผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่นำทีม สก.50 เขตลงสมัคร ก็คาดหวังให้ทุกคนได้เข้าไปในสภากทม.อยู่แล้ว ยังคาดหวังทุกคนอยู่

เมื่อถามว่าในพื้นที่ กทม.ยังมีบางส่วนที่เป็นบ้านใหญ่เช่นแถบชานเมืองจะทำอย่างไร นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราจะใช้การทำงานที่เข้าถึงชุมชนมากขึ้น ที่ผ่านมาเรามีการเปิดรับสมัครอาสาส้มก็จะใช้เครือข่ายสมาชิกพรรคในการเข้าถึงระดับชุมชน ระดับครัวเรือน ระดับครอบครัวเป็นการเข้าถึงเชิงลึกมากขึ้นกว่าเดิม

อนุชา-อภิสิทธิ์’ฟิตลุยตลาดดินแดง

เวลา 07.30น.ที่ตลาดเช้าดินแดง เขตดินแดง กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายสกลธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วยน.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์ ผู้สมัคร สก. เขตดินแดง เบอร์ 4 หาเสียงพบปะประชาชน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

มีพี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปเซลฟี่กับทั้งนายอภิสิทธิ์และนายอนุชา อย่างเป็นกันเอง ทักทายพร้อมสอบถามความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้า และฝากเขตนี้เลือกเบอร์ 5 และผู้สมัคร สก.เขตดินแดง เบอร์ 4 ของพรรคนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าจะมีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่คงต้องรอรายละเอียดก่อน

เจมส์อ้อนขอเลือกผู้ว่า-สก.ปชป.

ด้านนายอนุชากล่าวว่า เรื่องการสร้างรายได้ ตนมีโอกาสได้พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งประชาชนจำว่าประชาธิปัตย์เบอร์ 5 และจำนโยบายเราได้ 5 เรื่องเป็นสิ่งที่ตรงใจ เดินทางสะดวก บ้านเรือนสะอาด ใช้ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าเอา 5 เรื่องนี้ ไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่น เพราะปัญหามีอยู่แล้ว และมีข้าราชการประจำสามารถดำเนินการได้ เหลือเพียงแต่เรากำกับดูแลและยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถเป็นได้มากกว่านี้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้อย่างแน่นอนหลังจากพบปะพี่น้องประชาชนจึงขอให้ประชาชนคนกทม. ทุกคนเลือกสก.ทั้ง 50 เขตและผู้ว่าฯกทม. จากพรรคประชาธิปัตย์

ชัชชาติ”บุกเซ็นทรัลพระราม9

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่ากทม.เบอร์9 ลงพื้นที่หาเสียงที่เซ็นทรัลพระราม 9โดยเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีพระราม 9 และเดินเท้ามายังบริเวณศูนย์การค้า เมื่อเดินทางมาถึงมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปต่อเนื่อง ระหว่างการลงพื้นที่นายกิตติพัฒน์ มีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ก.เขตวังทองหลาง กลุ่มคนทำงานเดินเข้ามาทักทาย โดยนายชัชชาติกล่าวสั้นๆว่า “เดินเยอะๆเผื่อมีโอกาสจะได้ร่วมงานกันนะ”

เจอทักผิดคิดว่าเป็นนายกฯ

การลงพื้นที่หาเสียงวันนี้ นายชัชชาติเจอประชาชนเข้ามาทักแซวว่า “หนูรอให้ท่านชัชชาติเป็นนายกฯ ค่ะ”นายชัชชาติ ตอบกลับทันทีว่า “เห้ย เอาผู้ว่าฯ ให้รอดก่อน” และมีหญิงสูงวัยเดินเข้ามาทักและถามว่า“คนนี้ใคร”โดยหญิงสูงวัยดังกล่าว เข้าใจผิดว่า นายชัชชาติเป็นนายกบอกว่า“อยากเจอนายกฯ มาหลายครั้งแล้ว” ซึ่งนายชัชชาติ ได้ตอบกลับว่า ”เจอผู้ว่าฯ ก็พอ นายกฯ ไม่เกี่ยวเท่าไร ผู้ว่าฯเกี่ยวกว่า”

นายชัชชาติ กล่าวภายหลังว่าการลงพื้นที่หาเสียงในศูนย์การค้าเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นเนื่องจากช่วงกลางวันมีประชาชนจำนวนมากอยู่ในห้างทำให้สามารถพบปะและสื่อสารกับประชาชนได้มากกว่าบางพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนเห็นและเข้าถึงการหาเสียงได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด

มัลลิกา’ลุยหาเสียงตลาดเตาปูน

เวลา 8.30น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์14 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าตลาดเตาปูนโดยรับฟังความคิดเห็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจและความ เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจับใจใช้สอยของประชาชน โดยยอมรับว่าการใช้จ่ายมีความคึกคักน้อยลงแม้จะมีโครงการไทยช่วยไทย พลัสมากระตุ้นอยู่บ้านแต่ก็ยังไม่อยู่ในภาวะที่ปกตินักดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหลักสำหรับค่าครองชีพพี่น้องประชาชน

ชูแผนเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย

โดยนางมัลลิกาเผยว่าตามแผนยุทธศาสตร์ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและโดยเฉพาะหลังจากนี้จะเกิดขึ้นจากภาวะค่าพลังงานแพงจึงมีแผนนอกเหนือจากการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยยังจะต้องมีมาตรการรองรับคือสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับชาวกรุงเทพแม้จะมีมาตรการจากรัฐบาลกลางไปบางส่วนแต่อำนาจพิเศษของ กทม.สามารถจัดสรรบริหารจัดการงบประมาณด้วยตัวเองจึงมีมาตรการที่จะช่วยค่าครองชีพเช่นลดค่าแก๊ส ค่าพลังงาน เพิ่มพื้นที่สินค้าธงฟ้าลดราคาในแต่ละตลาดแต่ละโซน ฟรีค่าโดยสารสาธารณะ ค่ารถไฟฟ้าและรถเมล์ในภาวะวิกฤต โดยการใช้คูปองกทม.รองรับกลุ่มเปราะบางครัวเรือนยากจนในกทม.พร้อมมีแผนดูแลกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเพิ่มเติมในลักษณะเพิ่มเบี้ยยังชีพที่เรียกว่าสวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากที่รับสิทธิจากรัฐบาลกลางแล้ว

ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจวางแผนเรื่องการจัดเก็บงบประมาณจัดสรรงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและเจียดงบประมาณ ก็จะเป็นแผนงานในอำนาจของผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่จะเป็นสิ่งใหม่และเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น

กลุ่ม‘สว.พันธุ์ใหม่’ขยับยกร่างแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาขิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงว่า ตนพร้อมกลุ่มสว.อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ร่วมยกร่างเนื้อหาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเตรียมยื่นต่อรัฐสภา ทั้งนี้ร่างดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม โปร่งใสและตรวจสอบถ่วงดุล เพราะตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่มีเพียงเนื้อหาที่ดี แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันและเกิดจากกระบวนการที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคม

จ่อคุย‘ปชน.-ปชป.-พท.’ขอเสียงหนุน’

“ผมได้ประสานไปยังตัวแต่พรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยเพื่อนำเสนอหลักการและขอเสียงสนับสนุน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาทั้งนี้ต้องใช้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ ประมาณ 140 คน โดยขณะนี้มีสว.ที่ร่วมสนับสนุนร่างแล้ว 10 คน ยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกรัฐสภาทั้งสว.และสส.ได้ แต่ผมมองว่าแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 จะมีข้อแตกต่างกัน แต่ควรได้รับโอกาสให้ได้เข้าไปนำเสนอหลักการในรัฐสภาและในกมธ.ด้วย” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภารอภาคประชาชน เพื่อลดครหาว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง

อนุทิน’ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกม.

เวลา 13.10น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บุกถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ มองอย่างไรว่าทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เรื่องเขากระโดงก็ดีเรื่องฮั้วสว.ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลายถ้าออกมาทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและไปฝ่าฝืนกฎหมายได้

รอฟังศาลชี้ขาด ไม่มีใครฝ่าฝืน

เมื่อถามว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการทวงคืนพื้นที่ทีละแปลงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าเป็นเรื่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยเขาคงรายงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ส่วนกระทรวงมหาดไทยกรมที่ดินก็รายงานมาโดยตลอดว่ามันไม่ได้ผูกพันคำพิพากษาที่คนพยายามพูดและไปชี้นำให้สาธารณะเชื่อถือคำพิพากษามันผูกพันรายแปลงซึ่งคำพิพากษาที่ออกมานั้นความจริงคือชาวบ้านฟ้องการรถไฟฯให้ออกโฉนดแล้วศาลบอกว่าไม่ให้ออกโฉนดอย่างนั้นจะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมดมันก็ไม่ใช่การรถไฟฯต้องฟ้องรายแปลงไปเขาก็ดำเนินการอยู่ ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามไม่มีใครจะฝ่าฝืนไปได้

ครม.เคาะงบฯปี70วงเงิน3.78ล้านล้านบ.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของหน่วยรับงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้1.วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท โดยประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1363 ล้านบาท, รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท, รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท, รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท.

2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท จำแนกเป็นมิติต่าง ๆ ประกอบด้วย 8 กลุ่มงบประมาณ ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง (จำนวน 12 รายการ) 5 นโยบายรัฐบาล (จำนวน 1,503,088.7746 ล้านบาท) ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, ด้านสังคมด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม, ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมายและ 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง, ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน, ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม, ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบ ประกอบด้วยการบริหารจัดการภาครัฐและรายการดำเนินการภาครัฐ3.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท

Leave a comment