
นิกร แจงยิบ ภท. ถอนชื่อร่างแก้ รธน. พท. เหตุหวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ยันไร้ปัญหาพรรคร่วม
วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.
’ภท.‘ โร่แจงปมให้สส.พรรคถอนชื่อหนุน ’ร่างแก้รธน.ฉบับเพื่อไทย‘ เหตุแย้งหลักการ-ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. เชื่อไม่กระทบสัมพันธ์พรรคร่วมรบ. ยันร่างฯฉบับสีน้ำเงิน ไร้ผูกขาด ฟังเสียงข้างน้อย-ให้มีเวทีฟังความเห็นปชช. 1 ปี
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงชี้แจงกรณีมติที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ให้สส.ภูมิใจไทย ถอนการร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากที่ได้พิจารณาเนื้อหาของพรรคเพื่อไทยแล้ว กังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรมนูญ 18/2568 เนื่องจากพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง 300 คน แม้จะส่งให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจมีปัญหา โดยเฉพาะอำนาจระหว่างรัฐสภากับประชาชน ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งยึดถือหลักการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นหากสส.ของพรรคร่วมสนับสนุนร่างฉบับอื่นที่ส่อขัดกับคำวินิจฉัยอาจถูกมองว่าไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อฉบับของพรรคเพื่อไทยมีปัญหาขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้สส.ที่ร่วมลงชื่อถอนชื่ออก อีกทั้งในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำต้องระมัดระวัง ไม่ให้มีประเด็นสุ่มเสี่ยงที่กระทบเสถียรภาพได้
“โดยพฤตินัยตีความเชิงลึกทางปฏิบัติ เกิดภาวะที่รัฐสภาเลือก สสร. ที่อยู่ลำดับอื่นไม่ได้ ต้องเลือกคนที่ได้ลำดับหนึ่งจากจังหวัดต่างๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาในเชิงเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยลำดับชั้นอำนาจของรัฐสภา เจตจำนงของประชาชน กับความสัมพันธ์กับ สสร. มีปัญหาว่าอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีปัญหาระหว่างกัน อำนาจจะยืนกัน อย่างไรก็ดีทราบว่าแม้สส.ภูมิใจไทย ถอนชื่อ พรรคเพื่อไทยยังมีเสียงเกิน 100 เสียงสามารถยื่นร่างแก้ไขได้” นายนิกร กล่าว
นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนในแง่ความสัมพันธ์กับประชาชน ตนมองว่าประชาชนมีส่วนร่วมกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ผ่านการออกเสียงประชามติ ทั้ง 3 ครั้ง ทั้งครั้งแรกขอความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งสองหลังแก้ไขมาตรา 256 และครั้งสามหลังมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงถือว่ามีความผูกผันและให้ประชาชนมีอำนาจเต็ม พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือตีความที่จะทำให้กระบวนการล่าช้า ทั้งนี้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่สำเร็จเมื่อปี2540 สสร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ประชาชนยอมรับเพราะรับฟังประชาชนเยอะ โดยในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกำหนดให้ตั้งกรรมการับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ และให้เวลา 1 ปี เพราะแค่รูปแบบที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนนั้นไม่พอ แต่ต้องมีการรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย
นายนิกร ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. นัดหมายหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิ.ย.ว่า การหารือเป็นเรื่องดี แต่การพูดคุยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดคนหนึ่งในลักษณะปรึกษาหารือไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นคำวินจิฉัยแบบองค์คณะที่จะมีผลผูกผันกับทุกองค์กร รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจะเดินไปตามแนวทางของพรรค
เมื่อถามว่ากรณีถอนชื่อสะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยจะปิดประตูเลือกสสร. ทางอ้อมหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า กาเสนอร่างที่มีปัญหาอาจทำให้ไม่สำเร็จได้ แม้จะทำให้ดูดี ประชาชนชอบ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง แต่ทำเพื่อเกิดขึ้นจริง ที่กำหนดให้ สสร. มาจากประชาน แต่ไม่สำเร็จ หรือทำเพื่อหวังผลอื่นจะมีประโยชน์อะไร ทั้งนี้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านการออกเสียงประชามติได้ แต่การดำเนินการที่ต่อเนื่องคือให้ประชาชนเห็นด้วย คือให้ฟังความเห็นประชาชน 1 ปี เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังทันรัฐบาลชุดนี้
“การลงมตินั้น จะยืนยันตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นที่ยื่นมานั้น ยังเห็นไม่ชัดในรายละเอียด สำหรับกรณีของพรรคเพื่อไทย เราไม่ได้แสดงเจตนาปัดตก แต่เพราะเนื้อหามีปัญหา แต่ไม่ต้องห่วง เพราะขณะนี้เขาได้ 189 รายชื่อแล้ว หากถอนออกมาเสียงยังพอ ความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา” นายนิกร กล่าว
เมื่อถามว่ามีคนมองว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยอาจเกิดปัญหาผูกขาดในสภาฯ นายนิกร กล่าวว่า หากให้เลือกตั้งตรง จะมีคนร้องและโดนคว่ำทันที เพราะเคยมีกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2564 เคยมีประเด็นที่ล็อบบี้ไม่ให้โหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เพราะจะขัดจริยธรรม เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ใช่สมัครแล้วให้คนของตัวเองเข้ามา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเขียนเนื้อหาให้ทุกเสียง ทั้ง เสียงข้างน้อย เสียง สว. ถูกรับฟัง