พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ

พท.ยอมกลืนเลือด  ถอยแก้รธน  หลังภท.สั่งถอนชื่อ

พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ เตรียมถกรื้อที่มาสสร. ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ‘นิกร’ชี้หวั่นเกิดปัญหา ขัดคำวินิจฉัยของศาล

เพื่อไทยยอมถอย หลังภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรธน.ฉบับเพื่อไทย จึงต้องพับแผนชั่วคราว จุลพันธ์ ชี้ไม่กระทบสัมพันธ์ร่วมรัฐบาลเหตุ “อนุทิน” แจ้งก่อนแล้ว“ยศชนัน” มั่นใจไม่มีปัญหาพรรคร่วม “นิกร” แจงยิบปมมติ ภท.ปมถอนชื่อร่างแก้รธน. เพื่อไทย หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. เสี่ยงถูกร้อง กระทบเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569  ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อในการร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เรื่องของเราจะยื่นเข้าสู่การพิจารณา 100% ซึ่งมีการพูดคุยกัน และลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง แต่เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่ง มีมติพรรคว่าถอนชื่อ ออกจากการลงชื่อในเรื่องของเรา ด้วยความห่วงใยในบางประเด็น อย่างไรเราก็ต้องรับฟัง และเราต้องเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการดำเนินการได้ เป็นเรื่องปกติในสภาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง

ไม่กระทบความสัมพันธ์

“เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา สิ่งที่เราต้องทำ มีอยู่2อย่างที่ต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่กระทบความสัมพันธ์ใดๆอยู่แล้วเป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงโดยพรรคภูมิใจไทยได้ถอนชื่อซึ่งไม่ได้มีแค่ 30 รายชื่อแต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการถอนชื่อสิ่งที่ต้องทำ คือ คงต้องใช้เวลากลับไปนั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่าเหตุผลและความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใย อย่างเรื่องข้อสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้างและเดินหน้าอย่างไรกับการแก้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร”หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงใช้เวลาประชุมกัน โดยคาดว่าเป็นสัปดาห์หน้า คุยเรื่องร่างดังกล่าว ว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญ คือความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นเมื่อมองจำนวน 30 คน ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภูมิใจไทยเอง สว.ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วนและใช้เวลาอีกหลายวันข้างหล้าในการพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร

อ้างพท.เสียงสนับสนุนน้อย

เมื่อถามว่าจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่ เพราะหากดูจากร่างของแต่ละพรรคมีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่เสียหลักการ เราต้องเคารพในสิทธิ์ของประชาชน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียว และผลักดันร่างของเราได้ ส่วนร่างหลักสุดท้าย ต้องยอมรับความจริงว่า เราหนีไม่พ้นว่าพรรคภูมิใจไทย มีสมาชิกมากที่สุดมากกว่า 190 คน และสุดท้ายคงใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง ว่าจำนวนเท่านี้ เราต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

เมื่อถามว่ามองแล้วใช่หรือไม่ว่าถ้าฝืนส่งร่างนี้เข้าไปสภามีโอกาสปัดตกในวาระแรก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคทำงานแบบหวังผล ตนรับตำแหน่งการทำงานในสภา มาขับเคลื่อนเชิงประเด็นว่าประเด็นใดที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ รับภารกิจของคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนกระทรวงเพื่อบรรลุเรื่องนโยบาย เราต้องทำงานเพื่อที่จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า สุดท้ายจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ที่เป็นตัวแทนเข้ามาดำเนินการในการยกร่าง ที่ประโยชน์สูงสุดความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด

ยังไม่ยื่นร่างแก้รธน.

“วันนี้คงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น หลังจากนี้จะมาทบทวนและพูดคุยกันกับหลายฝ่าย สุดท้ายถ้ามีข้อสรุปอย่างไรเรายังมีกลไกการทำงานอีกมากที่จะสามารถขับเคลื่อนบรรจุแนวความคิดของเราเข้าไปเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่า เป็นประชาธิปไตยที่สุดและสามารถแก้ไขปัญหากับประเทศให้มากที่สุด”นายจุลพันธ์ ย้ำ

เมื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า ส.ส.ร. ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป๊ะ มีใครวินิจฉัยได้บ้าง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้บ้างว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทย ขอเวลาไม่นานมาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึก รวมไปถึงพูดคุยกับคนของพรรคภูมิใจไทยด้วย

และยืนยันว่า ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใด ๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้บอกเองว่า พรรคภูมิใจไทย มีข้อห่วงใย เช่นเดียวกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้วว่าในการประชุมพรรคแนวโน้มมติพรรคอาจจะออกมาเป็นเช่นไร เราทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟังเพราะเขามี190กว่าเสียง อย่างไรก็เป็นพรรคหลักในเรื่องการแก้ไขกฎหมายต่างๆ

รู้มาก่อนว่าพท.ถอนชื่อ

ยืนยันว่า การที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ไม่กระทบต่อการทำงานร่วมรัฐบาล เพราะมีการแจ้งก่อนแล้ว พวกตนเอง ไม่ได้เซอร์ไพรส์ เราทราบก่อน เพียงแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เดิมมาถึงจุดนี้ กฎหมายส่งเข้าไป เรายื่นไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีถึง 30 รายชื่อที่ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องรอมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง

เมื่อถามว่า ตอนนี้ต้องถอยออกมา เพราะที่มาของ ส.ส.ร. อาจมีการปรับแก้ให้สอดรับกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ไปต่อได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นแค่นั้น และไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนั้น ให้เวลาเป็นตัวตอบ เพราะตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก

ไม่มีปัญหากับพรรคร่วมรบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท.ว่าทราบเรื่องแล้ว เรารับฟังเสียงของทุกฝ่าย หลังพรรค ภท.แถลงเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.นั้น เดี๋ยววันนี้(4 มิ.ย.)พรรค พท.จะมีการหารือกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ตนเข้าใจว่าที่รัฐสภานายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท.คงมีการชี้แจงเรื่องนี้หลังจากมีการหารือกันแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเป็นรัฐบาลด้วยกันแต่ไม่สนับสนุนกันจะสามารถตีความไปในทางการเมืองได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะไม่ทำให้เกิดความบาดหมางในพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า”ไม่มีปัญหา”เมื่อถามอีกว่าจะต้องมีการเคลียร์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า”ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นกลไกของสภา ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับกลไกของครม.”

รอประเมินสถานการณ์

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคภท.ถอนชื่อไปพรรคพท.ยังเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่และจะมีเสียงพอหรือไม่นายยศชนัน กล่าวว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงประเมินซึ่งทางสภากำลังมีการหารือกันอยู่ ถ้ามีความชัดเจนหัวหน้าพรรคพท.จะมีการแถลงทั้งนี้ตนอยากให้แยกส่วนระหว่างเรื่องรัฐบาลกับเรื่องของพรรคที่เป็นคนละส่วนกัน เมื่อถามย้ำจากกรณีนี้จะทำให้การขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องอื่นๆมีปัญหาหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเลย เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง

ภท.หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ

นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคภูมิใจไทยแถลงถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติให้สส. ถอนชื่อจากการลงชื่อกับร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่าพรรคภูมิใจไทยพบประเด็นที่น่ากังวลว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่18/2568 ในส่วนที่ว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เหตุผลสำคัญพรรคภูมิใจไทยเห็นว่า ร่างของพรรคเพื่อไทย อาจตีความได้ว่าเป็นกรณีที่รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เนื่องจากร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)โดยตรง 300 คน และให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ก็อาจเป็นประเด็นโต้แย้งได้ในเรื่องเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร.

เนื่องจากหากรัฐสภาเลือกบุคคลที่ได้รับคะแนนน้อยในจังหวัดนั้นเป็น สสร.แทนที่จะเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัด ถือเป็นการขัดกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐสภาเลือก สสร. ที่ได้คะแนนสูงสุดโดยปริยายกรณีดังกล่าวตีความได้ว่า รัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือไม่ เพราะหากรัฐสภาไม่เลือกตามคะแนนสูงสุดก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงเหตุผลและลำดับชั้นของอำนาจระหว่างรัฐสภากับเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ห่วงทอดเวลาออกไปอีก

นายนิกร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้สำเร็จ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568ด้วย เพื่อที่จะไม่ให้เกิดกรณีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอนั้น ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้าหรือระยะเวลาทอดยาวออกไปอีก

“สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”นายนิกร กล่าว

เมื่อถามว่าหมายความว่าพรรคภูมิใจไทยปิดประตูการเลือกตั้งสสร.โดยอ้อมใช่หรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า ทำแบบนั้นมีปัญหาก็ไม่สำเร็จ เราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง แต่ทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้ดูดีแต่ไม่สำเร็จ ถ้าถูกร้องแล้วจะมีประโยชน์อะไร ซึ่งเราเชื่อว่า เราทำประชามติ 3 ครั้ง ประชาชนเป็นคนตัดสินทั้งหมด อย่างการทำประชามติครั้งที่ 2 ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับสูตรที่มาของสสร.ก็ไม่ผ่านอยู่ดี หรือ ถ้าทำครั้งที่ 3 ร่างมาทั้งฉบับแล้วประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ไม่ผ่านอยู่ดี นั่นคือ ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง

ไม่ได้มีปัญหาสัมพันธ์กับพท.

เมื่อถามว่า ร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ที่มีการเสนอเรื่องสสร.ทางอ้อม พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนอย่างไร นายนิกร กล่าวว่า เรายังไม่เห็นโดยชัด เรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะ ต้องไปดูในการพิจารณาวาระ 1 ของรัฐสภา แต่พรรคภูมิใจไทย จะยืนตามร่างของเรา ถ้าใครจะเอาแบบไหน ก็แสดงตัวมาให้ชัด

เมื่อถามว่าการที่ปัดตกร่างของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลหรือไม่นายนิกรกล่าวว่าเราไม่ได้ปัดตก เพราะตอนแรกที่มีการลงชื่อช่วยเสนอร่างถือเป็นเอกสิทธิ์ แต่เมื่อไปดูเนื้อในแล้วพบว่ามีปัญหาจึงมองว่าเราควรมีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งเขาได้รายชื่อ 189 ชื่อแล้ว ดังนั้นตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงว่ารายชื่อจะไม่ถึง 100 และยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาต่อความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าในการพิจารณาวาระ1พรรคภูมิใจไทยจะไม่โหวตให้ร่างของพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่นายนิกร กล่าวว่ามีความคิด แต่ขอยังไม่พูด เพราะเรายังไม่เห็นตัวร่าง อย่าไปหยิบเรือทั้งกระดูกงู เมื่อถามย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับหลักการของพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่นายนิกรกล่าวว่า มองว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเราเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากทำแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เราก็ต้องยืนตามคำวินิจฉัยเป็นหลัก เราเดินตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน

‘ภราดร’ย้ำได้แจ้งข้อกังวลกับพท.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภท.มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย(พท.)ว่าได้มีการหารือกัน ซึ่งมีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมายและผู้ที่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญทั้งนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคที่ได้มีการท้วงติงถึงร่างกฎหมายของพรรคพท.ว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยไว้ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ในร่างพรรคพท.ได้กำหนดไว้ว่าให้แต่ละจังหวัดไปเลือก ส.ส.ร.ให้เหลือ 3 คนและส่งให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน มองว่ามันอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อกังวลของทีมกฎหมายพรรคภท.

นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการหารือกับพรรคพท.ถึงกรณีที่มีสส.ของพรรคภท.30คนไปร่วมลงชื่อในร่างของพรรคพท.ซึ่งมีข้อกังวลในเรื่องข้อกฎหมายจึงขอใช้สิทธิขออนุญาตไม่สนับสนุนร่างของพรรคพท.เพียงเท่านั้นโดยได้พูดคุยกับพรรคพท.แล้ว ส่วนตัวได้คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพท.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท.และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการในฐานะเลขาธิการพรรค พท.

ไม่การันตีภท.หนุนร่างแก้ไขใหม่

เมื่อถามถึงกรณีหากพรรคพท.จะนำร่างกลับไปแก้ไข นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท.ได้บอกข้อกังวลแล้วว่า ข้อกังวลคืออะไร จึงสุดแท้แต่พรรค พท.จะไปพูดคุยกันภายในพรรคว่า มีความเห็นต่อข้อกังวลของพวกตนอย่างไร และจะไปดำเนินการแก้ไขร่างอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทางพรรค พท.

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการแก้ไขในข้อกังวลแล้ว พรรค ภท.จะร่วมลงชื่อหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ขอพิจารณาก่อน แต่จริงๆ ได้มีการหารือกันมาตลอด ซึ่งพรรค ภท.กับพรรค พท.พูดคุยกันมาตลอด หารือกันตั้งแต่วันแรก ได้คุยกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. ซึ่งนายชูศักดิ์บอกว่า พรรค พท.มี 70 คน ไม่สามารถที่จะยื่นได้ ก็ยืนยันว่า พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เมื่อมีข้อกังวลเช่นนี้ก็ต้องเรียนไปตรงๆ

ยันไม่กระทบสัมพันธ์’ภท.พท.’

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมหรือไม่ นายภราดรยืนยันว่าไม่มี ถ้าจะกระทบคือไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกันได้บ้าง เมื่อมีการพูดคุยหารือกัน เชื่อว่าไม่กระทบกระเทือนกันซึ่งขอให้แยกส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เหมือนที่นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภาก็ดำเนินการกันไป มีข้อกังวลตรงไหนก็พูดคุยกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ทำงานของฝ่ายบริหารไป

Leave a comment