
เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ไม่ขอขยายความตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำโจทย์จต้องการชนะระบอบน้ำเงิน
วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.
เหมาะสมแล้ว! ‘เท้ง’ ขอไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ นั่ง ‘ประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.’ ขัดใจ ’ด้อมส้ม-สายแบก‘ ลั่นหากต้องการชนะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ต้องอาศัยเสียงหนุนจากคน ’เคยเห็นต่าง‘ มากๆ เข้าใจ ‘ปวิน-นักวิชาการ’ ระดมถล่มยับ ไร้กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์แซะเดือด เหตุไม่ได้ขัดหลักการพรรค
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา09.20น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสไม่พอใจในตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม. ว่า ตนหรือตัวแทนพรรคประชาชน ได้อธิบายไปหมดแล้ว รวมถึงนายสุรพลเองก็ได้อธิบายตัวเองไประดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น ในประเด็นนี้ตนขออนุญาตไม่ขยายอะไรเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า นายสุรพลระบุว่ายังไม่เปลี่ยนหลักการ ทำให้คนมองว่าการรัฐประหารยังเป็นจุดยืนของนายสุรพลอยู่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนหลักของตนและพรรคประชาชนดีกว่า หลักของเราคือไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนหลักของแต่ละคนที่จะเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา อาจจะมีหลักส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกัน เช่น อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น การเมืองดีขึ้น แต่อาจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง ตนคิดว่าอาจจะเป็นเฉดทางการเมือง แต่จะอยู่วงในหรือวงนอกก็แตกต่างกันไป เช่น นายสุรพลเอง ก็มีบทบาทที่เราจะเชิญมาให้คำปรึกษาเรื่องการบริหาร กทม. ซึ่งจะเห็นว่านายสุรพลให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร กทม.ได้ค่อนข้างดี และมีหลายมุมที่เป็นแง่คิดที่ดี
“ส่วนจุดยืนทางการเมืองต่างๆ อาจจะไม่ต้องมีหลักหรือเห็นตรงกันทั้งหมด แต่บทบาทของนายสุรพล ก็ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร น่าจะทำงานร่วมกันได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาชนค้านเรื่องการทำรัฐประหารมาโดยตลอด แต่จุดยืนของนายสุรพลไม่เปลี่ยน จะทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องมองกลับไปในอดีตว่าการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 มีการแบ่งคนเห็นต่างออกมาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ต่างฝ่ายต่างมีความขัดแย้ง ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ประเทศไทย การเมืองไทย และสังคมดีกว่านี้ ตนและพรรคประชาชนคิดถึงบริบทในปัจจุบันคือผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ถูกผูกขาดอยู่กับคนแค่ไม่กี่กลุ่ม บางคนอาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยจ๋าๆในอดีต หากเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน ระบอบการเมืองผูกขาดเช่นนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนคนที่เคยเห็นต่างมากๆในสังคม ถือเป็นโจทย์สำคัญมากกว่า
เมื่อถามว่าจะเป็นการผลักมวลชน รวมถึงนักวิชาการ เช่น นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ออกไปหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจและเห็นการสื่อสารของนายปวิน รวมถึงนักวิชาการหลายคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยและมีความไม่สบายใจที่นายสุรพลมาร่วมงานกับพรรคประชาชนครั้งนี้ แต่ตนอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโจทย์ของเราคือต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงินที่ผูกขาด ฉะนั้น เราจึงต้องขยายแนวร่วมและต้องเปิดกว้างโดยที่ตัวเราเองไม่เสียตัวตน
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนเป็นผู้สร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาเองจากเหตุการณ์ MOA นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามกลับว่า ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายข้าราชการ ประเด็นที่บอกว่า “ช่วยสีน้ำเงินด้วย” รวมถึงวันที่มีการเลือกตั้งก็มีกระบวนการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ฉะนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าได้ และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันนั้น การโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA ก็เพื่อเปิดประตูสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ สุดท้ายการที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระต่างๆ ทำหน้าที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่าจะยังตรวจสอบเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีการมองกันว่าพรรคประชาชนตรวจสอบแค่เชิงสัญลักษณ์ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนนั้นยังตรวจสอบอยู่ เช่น เรื่องที่ดินเขากระโดง ขณะนี้ก็ยังมีสมาชิกของพรรครวบรวมข้อมูลหลักฐานและเดินหน้าตรวจสอบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแค่เราพยายามใช้ช่องทางที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด
เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าหรือไม่เพราะออกมาแสดงความเห็นค่อนข้างเดือด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตร ออกมาโพสต์ ส่วนตัวไม่กังวลอะไร ไม่ได้ขัดต่อหลักการทำงานของเรา เข้าใจดีว่าอาจมีคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยที่นายสุรพล มาร่วมทำงานกับเราหรือตั้งคำถามถึงกระบวนการการเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่พวกตนน้อมรับ และพยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ทั้งนี้มีการคุยกับนายปิยบุตรเป็นปกติ แต่ไม่ได้คุยในกรณีนี้เป็นพิเศษ นายปิยบุตรก็เป็นอาจารย์ที่ตนเคารพ ชื่นชม มีการขอคำปรึกษาและให้คำปรึกษาเป็นระยะ
เมื่อถามว่าตัวนายณัฐพงษ์เองกดดันหรือไม่ กับกระแสโจมตีมาที่พรรคตอนนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรียกว่าเข้าใจดีกว่า เข้าใจข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ตนรวมถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเดินหน้าทำงานเต็มที่ และเข้าใจดีว่าช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจมีบางเวลาที่ตนและหลายคนรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่คงไม่ได้จมปลักอยู่กับความผิดหวังนั้นตลอดไป และไม่ได้ทำงานอยู่บนความสิ้นหวัง เรายังขับเคลื่อนงานในสภาหลายอย่าง
เมื่อถามว่า จะไม่มีการทบทวนบทบาทการทำงานของนายสุรพลในพรรคใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า บทบาทของนายสุรพลที่อยู่ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของกทม.เป็นบทบาทที่เหมาะสม เพราะไม่ได้มีบทบาทอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น ตัดสินใจการเมืองสำคัญๆให้กับพรรค นายสุรพลเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับกทม.ค่อนข้างดี คิดว่าตำแหน่งปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีคนในพรรคมองว่าทำตำแหน่งอื่นก็ได้ที่มาตามกระบวนการของพรรค เพราะเหมือนข้ามคนที่เคยทำงาน และเอาคนที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกันมาทำงาน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ภายในพรรคเองต้องมีการปรับให้ดีขึ้น ยอมรับในจุดนั้นแต่อยากให้เข้าใจว่าบุคคลที่เราจะทาบทามหรือชวนให้มาทำงานร่วมกัน บางทีก็อาจมีข้อจำกัดที่เหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนกว่าที่จะกล้าประกาศตัวออกมาว่ามาร่วมทำงานกับพรรคสีส้ม เขาก็อาจจะต้องคิดหน้าคิดหลังเพราะมีต้นทุนเยอะแตกต่างกันไป ซึ่งเราพยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดกว้างมากที่สุด ไม่ได้จงใจปกปิด แต่ต้องตอบโจทย์คนที่มาร่วมเดินทางกับเรา ยเป็นสิ่งที่เราต้องหาสมดุลในจุดนี้
เมื่อถามว่านายสุรพลเคยได้รับเชิญลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่จุดสำคัญของพรรคประชาชนคือ พยายามเฟ้นหาแคนดิเดต ที่มีประสบการณ์ มีความรู้เชิงลึก เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้ว่าฯกทม. จะเป็นใคร สิ่งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เคยทำมา ในการทำให้ระบบราชการดีขึ้นแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทุกคนคงทำต่อ ไม่มีใครไปล้างสิ่งที่นายชัชชาติเคยทำ แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯ คู่ควรมากกว่านี้ และทำให้ใช้ชีวิตง่ายกว่านี้ คือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาสาธารณสุขใบส่งตัว การจัดการขยะหลายอย่างต้องการทีมบริหารอีกแบบหนึ่ง ที่มีจุดยืนแข็งทำงานประสานกัน กล้าชน ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง