นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ'สีหศักดิ์' นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯ มอบ “สีหศักดิ์” นำทีมคุย UNCLOS บอกเรื่องอื่นต้องหยุดหมด ลั่นไม่เปิดด่าน ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม ด้านสว.ยันไทยไม่เสียเปรียบเขมร ชมบัวแก้วอธิบายทูตนานาชาติ จ่อเชิญทูตEUร่วมคุยสร้างความเข้าใจ ด้าน กองทัพสยบข่าวลือเขมรเคลื่อนรถถัง-อาวุธชายแดน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เข้ารายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศส ในกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) รวมถึงปรึกษานายกฯ เกี่ยวกับกรณีที่จะต้องมีคณะประนอมฝั่งไทย 2 คน ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่ามีชื่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว เพราะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่ากัมพูชา จะใช้แนวทางนี้

‘สีหศักดิ์’แจงทูตถกUNCLOS

ขณะที่ก่อนหน้านี้นายสีหศักดิ์ ได้ปรึกษาหารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ ที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศมาแล้ว ถึงแนวทางการดำเนินการของฝั่งไทย ซึ่งคาดว่าจะรายงานแนวทางนี้ให้นายกฯ รับทราบเช่นกัน

จากนั้นเวลา 14.00 น.นายสีหศักดิ์ ได้บรรยายกรณีกัมพูชา แจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติฯ แก่คณะทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

นายกฯมอบ‘สีหศักดิ์’นำทีม

ส่วนนายอนุทิน กล่าวว่า ได้หารือเรื่อง UNCLOS ที่จะมีตัวแทนประเทศไทยเข้าไป เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการ โดยมีนายสีหศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ต้องให้คนที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะเดินเกมเชิงรุกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้คิดว่าใครรุกใคร แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประโยชน์อะไรที่เรามีอยู่เดิม และต้องเป็นเรื่องอธิปไตย สิทธิ และเรื่องอะไรต่างๆ เราต้องรักษาประโยชน์ของเราให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ชี้ไร้กังวลมั่นใจความชอบธรรม

ต่อข้อถามว่าคาดหวังเกี่ยวกับการเข้ากระบวนการ UNCLOS อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นกระบวนการและยังมีอีกหลายขั้นตอนในรายละเอียด เมื่อถึงเวลาอันควรนายสีหศักดิ์ จะชี้แจง เพราะเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน มีทั้งข้อกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมากัมพูชา ชอบช่วงชิงพื้นที่ในเวทีโลก นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้ เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตย และรักษาดินแดนของเราไว้ ไม่ต้องไปหวั่นไหว ตามหลักแล้วคนที่ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่ แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม แล้วทำไมเขาต้องหาความชอบธรรม เพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเรา ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน เพราะเราอธิบายทุกคนทุกฝ่ายได้ แม้กระทั้งอธิบายคนในประเทศของเราได้

ย้ำไม่คุยเรื่องอื่น-ไม่เปิดด่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีกัมพูชา ร้ององค์การสหประชาชาติ ว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แสดงว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการ UNCLOS ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมรับ UNCLOS ก็ไปไหนต่อไม่ได้ เขาเป็นคนบอกว่ายอมรับ ว่าจะใช้แนวทาง UNCLOS ก็จบแล้ว และทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ใช้กระบวนการนี้เดินเรื่องต่อไป ถ้าบอกว่าเรายกเลิก MOU 44 มันไม่ใช่ เพราะกระบวนการไม่ได้ไปไหน ก็บอกว่าหาทางเจรจาใหม่ หากรอบใหม่มาเจรจา เขาบอกไม่เจรจา เขาขอไป UNCLOS เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไป UNCLOS จากนี้ก็คุย UNCLOS ก่อน เรื่องอื่นไม่คุย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไม่คุย ความร่วมมืออื่นๆ ยังไม่ต้องคุย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิด นี่คือท่าทีของเรา

สว.ชมบัวแก้วใช้กรอบUNCLOS

ด้านนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ว่าขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบ UNCLOS 1982 ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

เผยถ้าตกลงกันได้ปัญหาก็จบ

ทั้งนี้ ขั้นตอนปกติทั่วไป เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำ คือการเปิดเจรจาหารือกันในระดับทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น แต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย

หวั่นปชช.ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายนพดล กล่าวต่อว่า กรณีที่เลวร้ายที่สุดหากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีป ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้อยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริงการประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชา จะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน

ไทยมีสิทธิปฏิเสธเขมรลากเส้น

“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบ ว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้นประชาชนจึงไม่ต้องกังวล หรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว

เร่งสร้างความเข้าใจนานาชาติ

นายนพดล กล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติ ว่าที่ผ่านมาวุฒิสภา เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้นการที่นายสีหศักดิ์ จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภา เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก

ส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา เตรียมนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภา ในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือน ว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง

กองทัพปัดเขมรขนรถถัง-อาวุธ

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 200 คัน พร้อมอาวุธ RPG ล็อตใหม่ และกำลังทหารจำนวนมากเข้าประชิดแนวชายแดนไทย ว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดน ไม่พบรายงานหรือข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่แต่อย่างใด ทั้งนี้ กองทัพบก ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากข่าวที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกจากข่าวลือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จับเขมรหลบหนีเข้าไทยผิดกม.

ขณะเดียวกัน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 03.30 น.วันเดียวกันนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้บูรณาการกำลัง ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จันทบุรี ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และตำรวจ สภ.บ้านแปลง จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 10 คน เป็นชาย 6 และหญิง 4 คน บริเวณแนวชายแดนบ้านแหลม หมู่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในขณะที่เจ้าหน้าที่จัดกำลังลาดตระเวน และซุ่มตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยพบว่าทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตให้เดินทางเข้ามาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย

จ่ายค่าหัว6-7.5พันบ.เข้าไทย

สอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากหลายพื้นที่ในประเทศกัมพูชา เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงานและขาดรายได้เลี้ยงดูครอบครัว จึงต้องการเดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการนำพาและหางาน รายละประมาณ 6,000–7,500 บาท ทั้งนี้ ตรวจพบว่ามีผู้นำพา 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด พร้อมทำบันทึกจับกุม และบันทึกการควบคุมตัว ตามมาตรา 22 และ 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวย้ำว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนยังคงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และจุดผ่านแดนยังอยู่ภายใต้มาตรการปิดด่าน ตามนโยบายด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน

Leave a comment