โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

บริษัท ออลไฟน์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง โครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย โดยมีแนวทางหลักสูตรการอบรมทีมสุนัขนักบำบัดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Therapy Dog Association Switzerland VTHS เพื่อฝึกฝนเจ้าของสุนัขและสุนัขในไทยที่มีศักยภาพให้เป็น “ทีมสุนัขนักบำบัด” มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าจัดงานมอบประกาศนียบัตร ประกาศความสำเร็จในการผลิตทีมสุนัขนักบำบัดรุ่น 2 และ รุ่น 3 พร้อมเสวนา ”เปิดประสบการณ์การทำงานของทีมสุนัขนักบำบัดไทย” โดยหลักสูตร “สุนัขนักบำบัดไทย” ได้รับการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานและองค์กรผู้เชี่ยวชาญในการดูแลคนในกลุ่มต่างๆ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เพื่อออกทำประโยชน์แก่สังคม สร้างสรรค์ความสุข และรอยยิ้มแก่ผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยภายในงาน อาทิ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาและกรรมการกิติมศักดิ์ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง เลขาธิการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เป็นต้น

วรกร โอสถารยกุล ผู้ก่อตั้งโครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย (Therapy Dog Thailand) และนายกสมาคมสุนัขบำบัด กล่าวว่า จากวันที่เราได้เปิดตัวโครงการสุนัขนักบำบัดไทยไปแล้วในปี 2566 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ทางภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปได้รู้จักเรามากขึ้น อีกทั้งทางเราเองได้มีการปรับโครงสร้างและรูปแบบการอบรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ในการทำระบบการอบรมออนไลน์ในส่วนของภาคทฤษฎี จึงทำให้ผู้อบรมสามารถจัดเวลามาเรียนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคลาสการอบรมของเรามีหลายส่วนประกอบกัน ตั้งแต่ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการออกฝึกทำงานจริงกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ  จึงทำให้เราได้มีผู้เข้าอบรมจำนวนเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน มีทีมสุนัขนักบำบัดไทยรวมถึงและว่าที่ทีมสุนัขนักบำบัดประมาณ 60 กว่าทีมแล้ว  ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้ออกทำงานสนับสนุนภาคสังคม และการทำงานร่วมกับแพทย์ได้มากขึ้น เพราะจำนวนของทีมมีมากขึ้น บวกกับความพร้อมและประสบการณ์ที่ทางทีมได้ออกทำงานเป็นประจำ ทำให้ทุกทีมมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมาก

 “ทีมสุนัขนักบำบัดไทยทำงานกับคนทุกกลุ่มจริงๆ ตั้งแต่ผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม กลุ่มผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า กลุ่มจิตเภท กลุ่มจิตเวชต่างๆ กลุ่มน้องๆที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มน้องตาบอดและกลุ่มน้องหูหนวก โดยเป็นการทำงานร่วมกับสถานพยาบาล และสถานศึกษาเป็นหลัก ทั้งสถานศึกษาในระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ได้ชวนให้พวกเราเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ  ฉะนั้น เวลาที่เราเข้าไปในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่แค่ผ่อนคลายความเครียดให้กับน้องๆเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปเราจะให้น้องๆได้รู้จักและเข้าใจเครื่องมือบำบัดใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย”

นายกสมาคมสุนัขบำบัด ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน เราได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีมากๆ จากทางผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเรา เนื่องจากในปัจจุบัน ทุกครั้งที่เราเข้าทำกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือเข้าทำงานในสถานศึกษา เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในช่วงเวลาปฏิบัติงานนั้นด้วย เพื่อทางผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำตอบได้ดีที่สุดว่าผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เรามีแพทย์ในสาขาต่างๆ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ที่ทำงานร่วมกับเราได้เป็นอย่างดี และทำให้เราได้พัฒนาโปรแกรมร่วมกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ได้ประสิทธิผลอย่างรวดเร็วกับผู้รับบริการ

สำหรับเป้าหมายต่อไปของโครงการฯ  คุณวรกร กล่าวทิ้งท้ายว่า หมุดหมายที่สำคัญที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นในปีนี้ คือ การจัดตั้งโรงเรียนสุนัขนักบำบัดไทย ตลอดจนการออกทำงานด้านการอบรมในต่างจังหวัด การจัดคอร์สอบรมสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะเราคิดว่าการมีทีมจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะทำให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่เราสามารถออกทำงานสนับสนุนภาคการบำบัดได้มากขึ้น อีกทั้งการจัดตั้งโรงเรียนยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาเพื่อเป็นอาชีพใหม่สำหรับคนไทยด้วยเช่นกัน

พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หนึ่งในพันธมิตรที่ได้ร่วมงานกับทีมสุนัขนักบำบัดไทย เปิดเผยว่า เคยได้ร่วมงานกับทางทีมสุนัขบำบัดไทย ตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะจริงๆ ทางกรมสุขภาพจิตเองมีใช้การบำบัดแบบ pet therapy มานานแล้ว แต่จะเริ่มที่กลุ่มของเด็ก เช่น เด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น พอทางโครงการสุนัขบำบัดไทยได้เข้ามาคุยกับทางกรมสุขภาพจิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทางอธิบดีกรมสุขภาพจิตก็เล็งเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมีเอกสารระบุว่า สามารถทำในผู้ใหญ่ได้ด้วย อาทิ กลุ่มคนไข้อัลไซเมอร์ หรือคนไข้ที่เป็นซึมเศร้า เลยไปคุยกับทีมนักกิจกรรมบำบัดของโรงพยาบาลจิตเวช ซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย โรงพยาบาลศรีธัญญาได้รับมอบหมายในเรื่องของการบำบัดฟื้นฟูคนไข้ด้วย ได้เข้าร่วมกิจกรรมไป 2 รุ่น (จากการทำกิจกรรม 3 ครั้ง) โดยทำงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาและพยาบาล

            “เดิมทีการบำบัดโดยสัตว์ในเมืองนอกจะใช้ฮิปโป เป็นสัตว์ตัวใหญ่ แต่ในไทยเองจะมีการใช้ควายบำบัด และใช้ม้าในการจ๊อกกิ้งสำหรับเด็กสมาธิสั้น เพราะถ้าทำอะไรที่โลดโผน เด็กจะจดจ่อได้ จากนั้น ก็มีการบำบัดโดยใช้สัตว์เล็ก ทั้งหมาและแมว ซึ่งการทดลองในเด็กที่ผ่านมา ได้ผลดี ส่วนการทดลองในผู้ใหญ่กับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทย จะเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นจิตเวช ซึ่งรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหายแล้ว แต่จะตอบสนองช้า ซึ่งพอได้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มราว 2 สัปดาห์ คนไข้ก็เปิดใจมากขึ้น เราบำบัดในลักษณะฟื้นฟูจิตใจโดยสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อให้ร่วมมือในการรักษาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

            นอกจากนี้ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังเคยเข้าร่วมการบำบัดกับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทยมา 2 ครั้ง ก็วางแผนไว้ว่าจะมีการบำบัดเดี่ยว เพราะเห็นผลจากการบำบัดกลุ่มคนไข้ทั้งโรคอัลไซเมอร์ ในระดับต้น และซึมเศร้าว่า ผลออกมาดี เป็นที่น่าพอใจถึง 70% เห็นผลชัดเจนตั้งแต่การบำบัดในสัปดาห์ที่ 3-8 ซึ่งการบำบัดโดยทีม Therapy Dog Thailand จะต่างกับที่เราเคยทำ pet therapy สมัยก่อน เพราะมีวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จับต้องได้ มีผลการทดลองจากต่างประเทศและมีรีวิวมาพอสมควร รวมถึงสัตว์พันธุ์เล็ก ก็นำมาบำบัดได้ง่ายกว่า ซึ่งเรากำลังอยู่ในช่วงศึกษา และอาจจะผลักดันให้การบำบัดในลักษณะนี้เกิดขึ้นในอนาคตกับกลุ่มคนไข้ที่มีสุนัขเอง เพื่อให้เขามีโอกาสได้เป็น นักบำบัด มีประกาศนียบัตรรองรับ มีรายได้ต่อไป ซึ่งอาจจะมีการทำเป็น กองทุนสุขภาพ”

ด้าน สพ.ญ.ดร.ศิรยา  ชื่นกำไร อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์สัตว์เล็กโลก ตัวแทนทีมสุนัขนักบำบัดไทย ชี้ว่า การทำงานบำบัดต้องเป็นทีม เพราะมีโจทย์อันได้แก่ ผู้ได้รับการบำบัด และเป้าหมายที่การบำบัดต้องบรรลุ หรือให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ได้รับการบำบัด ผลลัพธ์นี้อาจเป็นผลทางกายภาพ เช่น กายภาพบำบัด การเคลื่อนไหว การออกเสียง หรือผลทางอารมณ์ เช่น ความสุขใจ การหลุดจากความเศร้าซึม เหงา หรือหมกมุ่นทางสังคม เช่น การได้ละเล่น หรือดูแลสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ดังนั้น กิจกรรมจึงต้องมีการวิเคราะห์วางแผนล่วงหน้า และตามประเมินว่าบรรลุเป้าหมายไหม มีส่วนไหนต้องปรับปรุงเพื่อให้ผู้ได้รับการบำบัดมีการพัฒนาขึ้น

            “ในมุมมองสัตวแพทย์ จากการมีโอกาสรู้จักและสัมผัสสุนัขหลากหลาย ทำให้รู้ว่าสุนัข แม้ว่าจะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพในการฝึก และเกิดความสุขใจในการร่วมทีมนักบำบัด ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับมนุษย์ได้ จริงๆแล้วสุนัขจะมีความฉลาด หรือความสามารถใดๆก็ขึ้นอยู่กับการฝึกการใช้สมองและทักษะ ไม่ต่างจากมนุษย์ ถ้าเราไม่ฝึกหรือให้โจทย์ แบบฝึกหัดใดๆ เลี้ยงไว้เฉยๆ เขาก็จะทำได้แค่ระดับหนึ่ง แถมมีความเบื่อ แต่การฝึกปฏิบัติทุกอย่างจะเป็น การเพิ่มคุณค่าที่เจ้าของสัตว์ควรมีให้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย ทำให้เขามีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ได้คือบทเรียนมากมายในทุกโอกาสที่ไปฝึกปฏิบัติ แน่นอนว่าการเตรียมการก็ต้องทำอย่างละเอียด ซึ่งมีผลต่อความเครียดของทีมเจ้าของหมา แต่สิ่งที่หมาสอนเราคือ การปล่อยวาง หมาตัวเองมีความเป็นธรรมชาติ เข้าใจการปฏิบัติ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เหมือนตัวเรา”

นิรภร โสภณพนิช หนึ่งในทีมสุนัขนักบำบัดไทย เผยว่า คาปูเป็นรุ่นที่สอง เราได้ไปบำบัดเคสผู้สูงวัยที่ สถานดูแลผู้สูงวัยเอกชน เป็นอาจารย์หมอ อายุ 80-90 ปี แล้วก็คิดว่าตัวเองรู้เรื่องหมดทุกอย่าง ไม่ชอบให้มีคนมาบอกว่าต้องทำอะไร สามารถคิดเองได้ แต่ที่จริงสมองของคุณหมอก็เริ่มไม่สามารถทราบได้ว่า เวลานี้ต้องทำอะไร แขนขาเริ่มอ่อนแรง มือจะหยิบจับอะไรไม่ค่อยได้ เดินไม่ค่อยได้ แล้วก็ดื้อมาก บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ พอไปถึง คุณหมอนั่งรถเข็นมา โจทย์คือ อยากให้คุณหมอขยับ เพราะปกติไม่ขยับ คิดว่าทำอะไรเองได้ ไม่ต้องพาไปทำกายภาพ เราแนะนำตัวเอง แล้วบอกว่า วันนี้พาน้องหมามาด้วย คุณหมอก็ไม่มอง ไม่พูด ไม่ทำอะไรเลย เราก็บอกว่า สุนัขของเราตัวเล็ก ท่านยอมขยับมานั่งที่โซฟาตามที่พยาบาลบอก แต่เรื่องยาก คือ เราไม่รู้จะปฏิบัติกับท่านอย่างไร เพราะท่านไม่ทำ ไม่ตอบ ไม่พูด บอกแค่ว่า ถึงเวลาฉันต้องไปนอนละ พูดอยู่แบบนี้ แต่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย

“เราเลยคิดว่า ทำอย่างไรให้ท่านสนใจเราก่อน เลยเล่าประวัติของคาปู บอกว่า ทำอะไรได้บ้าง ท่านก็เริ่มหันมามองที่หมา เราก็เริ่มสนุกแล้ว เลยบอกท่านว่า สายพันธุ์นี้มีกี่สี ทำอะไรได้บ้าง เป็นหมาที่ค่อนข้างแอคทีฟ เคยเป็นหมาล่าแกะ เป็นหมาจับหนู เราก็เริ่มหันมาดึงความสนใจท่านให้อยู่ในวิชาการ ท่านก็เริ่มสนใจ แล้วก็เริ่มคุยแล้วก็ถามว่า แล้วกินอะไร เขาทำอะไร เริ่มพูด เลยบอกท่านว่า คุณหมอขยับไปรถเข็นได้ไหมคะ เดี๋ยวเราไปทำกิจกรรมกัน ท่านก็ลุกโดยดี เพราะอยากรู้ว่า ตัวนี้จะทำอะไรได้บ้าง เลยพาคุณหมอนั่งรถเข็นไป แล้วบอกว่า คุณหมอเชื่อไหมคะว่า ถ้าคุณหมอปาลูกกบอลไป เขาจะไปเอากลับมา ท่านก็ถามเสียงดุๆว่า ทำได้เหรอ คุณหมอก็ปาใกล้ๆ แล้วคาปูก็ไปหยิบลูกบอลมาให้เรา เลยบอกคุณหมอให้ปาไปไกลๆ เลยบอกให้ปาสองมือไปเลย คุณหมอก็ปาไปไกลๆ คาปูก็วิ่งไปคาบมา แล้วก็บอกให้คุณหมอแบมือ คาปูก็จะนำลูกบอลไปวางบนมือ เพราะเขาเป็นหมาที่ถ้าใครแบมือ เขาจะเอาบอลไปวางให้คนนั้น คุณหมอก็เริ่มสนุก ปาไปซ้ายไปขวา”

ทั้งนี้ สำหรับผู้เลี้ยงสุนัขที่สนใจเข้าร่วมอบรมเป็นทีมสุนัขนักบำบัดไทย คอร์สทีมสุนัขนักบำบัดไทยสู่การดูแลคนทุกกลุ่มรุ่นที่ 5 และคอร์สทีมสุนัขนักบำบัดสู่การดูแลผู้สูงวัยรุ่นที่ 1 สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0627077999 www.TherapyDogThailand.org /  Line Official: @tdogt

Leave a comment