
ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม
วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม
“อนุทิน” ไม่กังวล “ทักษิณ” พ้นโทษ ไม่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ลั่นคนมีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน บอก หากท่านตั้งใจวางมือทางการเมืองจริง ตนก็ต้องเชื่อ ส่วนปมถอนชื่อร่างแก้ไขรธน.‘เพื่อไทย’ไม่มีปัญหา พูดคุยกันเข้าใจดี ด้าน‘เท้ง’ยื่นคำร้องต่อ ประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกา ตั้งกก.ไต่สวน ปปช.ปฏิบัติหน้ามิชอบ เป่าตกคดี‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้นหอบหลักฐานมัด ตั้ง4ข้อกล่าวหา หวัง‘โสภณ’ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ‘สาธิต’เผยปชป.ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์‘สว.นันทนา’บี้เร่งส่งเรื่องลบครหา’ระบอบสีน้ำเงิน’
เมื่อวันที่ 5มิถุนายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนที่จะถอดกำไลEMวันจันทร์ที่8มิถุนายนนั้นนายกฯย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
‘หนู’ยัน‘แม้ว’ไม่มีอิทธิพลต่อรบ.
เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีการเข้าไปพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ในทางการเมือง ตนก็คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเรื่องของการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อถามว่าวันนี้เชื่อหรือไม่ว่า นายทักษิณ จะวางมือทางการเมืองจริง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะที่เคยทำงานเป็นรัฐมนตรีของนายทักษิณมา ตนก็ต้องเชื่อว่า ความตั้งใจของท่านเป็นอย่างไร ตนก็ต้องเชื่อ เมื่อถามว่าไม่ต้องกังวลว่านายทักษิณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาลนายอนุทินระบุว่าไม่ต้องกังวลเลย ในครม.คนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือประชาชนเพราะรัฐบาลฟังประชาชนเท่านั้นและไม่ต้องกังวลเลยว่า พวกตนจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว คนที่รัฐบาลต้องฟังคือพี่น้องประชาชน และนี่ก็ไม่ใช่วาทกรรม แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม
ส่วนกรณีพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกับหัวพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างได้หารือกันด้วยความเข้าใจอันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย
ยธ.คาดมิ.ย.ปล่อยตัวแน่นอน
นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนกระบวนการปล่อยตัวคุมประพฤติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2569 ว่า จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการนัดวันประชุมในเร็วๆ นี้ โดยกรอบระยะเวลาการพิจารณาตามหลักเกณฑ์คือ ไม่เกิน 120 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือนจำแต่ละจังหวัด ซึ่งมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั่วประเทศจากทุกเรือนจำกว่า 1 หมื่นคน
สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประชุมแล้ว จะมีการออกใบบริสุทธิ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลธนบุรี จากนั้นจะนำใบไปยื่นขอออกจากการคุมประพฤติถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ ส่วนขั้นตอนกระบวนการจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือน มิ.ย. หรือไม่ นางพงษ์สวาท กล่าวว่า คิดว่าภายในเดือนมิ.ย.น่าจะเสร็จสิ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบปฎิบัติ
‘รุทธพล’เซ็นตั้งกรรมการ3ฝ่าย
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการปลดกำไรอีเอ็มของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนักโทษคนอื่น ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า เมื่อวานนี้ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (คณะกรรมการ 3 ฝ่าย) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ที่ทางจังหวัดจะประชุมกันอีกที ที่จะพิจารณารายละเอียดของผู้ที่จะได้รับการพ้นโทษ เมื่อถามว่า ผู้ได้รับการอภัยโทษ จำนวนมากน้อยแค่ไหนของ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด มีการรายงานขึ้นมา แต่รายละเอียดต้องถามทางราชทัณฑ์
ไม่ต้องส่งเรื่องไปถึงมือนายกฯ
เมื่อถามว่าระยะเวลายังอยู่ในกรอบ 120 วันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ เพราะกรรมการของแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประชุมพิจารณาไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของคณะกรรมการในจังหวัดนั้นๆ ด้วย เมื่อถามว่า ได้กำหนดเวลาให้แต่ละจังหวัดแจ้งผลการพิจารณามาหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้กำหนด แต่คงต้องมีการสรุปกับทางกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ว่าจังหวัดไหนที่พิจารณาเสร็จแล้ว
เมื่อถามว่าขั้นตอนสุดท้ายจะต้องส่งรายชื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้ส่งที่กระทรวง ก็คงส่งมาที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัดเท่านั้น เมื่อถามว่า เดือนมิถุนายนนี้ จะพิจารณาจบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด เมื่อถามย้ำว่าจะต้องส่งเรื่องมาที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ในระเบียบไม่มีที่จะต้องส่งมาให้นายกรัฐมนตรี
’โสภณ’แจงแก้รธน.รอบรรจุวาระ
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หากมีการยื่นต่อประธานรัฐสภาล่าช้า จะมีการเลื่อนระเบียบวาระการประชุมจากกำหนดการเดิมออกไปหรือไม่ว่า ตนไม่ทราบ อยู่ที่สมาชิก ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ ถ้าสมาชิกพร้อมก็สามารถมาพิจารณาได้ ถ้าเราอยากเห็นการแก้ไขเป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว ก็ต้องคุยกันให้เข้าใจกัน พูดคุยกัน ใช้เวทีในการพูดคุยหารือกัน เมื่อถามถึงกรณี นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ระบุจะมีภาคประชาชนร่วมยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจต้องขอให้ประธานฯ ขยายเวลาเพื่อรอรวมรายชื่อ นายโสภณ กล่าวว่า‘ไม่รู้ ไม่รู้ จะเอาเสียงคนนั้นพูดคนนี้พูดให้ ผมไม่ตอบ”
‘อภิสิทธิ์’งง‘ภท.ไม่หนุนร่างเพื่อไทย
ด้าน นายสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา ในฐานะอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้
‘เท้งยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
จี้ส่งศาลสอบปปช.เป่าคดี’ศักดิ์สยาม’
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน.ได้ยกร่างคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวบรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1.กล่าวหาว่า ปปช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้
2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ 3.ปปช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือน ก.ย.ปี 2568 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ ก.พ. 2569 แต่เพิ่งจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆ เหล่านั้นกลับมายังผู้ร้องโดยตรง
จงใจหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่
4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา126 หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ปปชผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด
ปชป.ชี้ขัดกันเรื่องผลประโยชน์
ขณะที่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ปปช.หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ปปช.ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่า ดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ซึ่งหวังว่า ประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง
‘นันทนา’วัดใจล้างระบอบสีน้ำเงิน
น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้อง ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่า การที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่