ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

“โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา ผุดโปรเจกต์ใช้รัฐสภา เปิดสถานที่ให้ประชาชน-หน่วยงาน นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจเผยตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ปอดของคนกรุงเทพฯ ระบุรัฐสภาจะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เป็นแค่สภาพูด เน้นขับเคลื่อนโดยปราศจากความขัดแย้งทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน จะต้องพูดคุยเจรจากัน ชี้ทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานฯและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” พร้อมร่วม จัดกิจกรรมกับผู้ฟังและผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมอัลวาเรซ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พันจ่าอากาศเอก ศักดิ์สิทธิ์ ภู่สิโรรังสี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฯ นักเรียน นักศึกษา อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง รวมกว่า 300 คน

เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการดำเนินงานของรัฐสภา รวมถึงภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่บทบาทภารกิจ รวมถึงผลการดำเนินงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและรัฐสภาไทยอีกด้วย

เปิดสภาทำสารพัดกิจกรรม

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้มีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น รัฐสภาก็มีอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ ที่พร้อมเป็นตัวกลางและเปิดให้บริการประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายสร้างรายได้และที่สำคัญเราจะปรับภาพลักษณ์ของสภา ให้เป็นสภาที่เป็นปอดของประชาชน และเป็นแลนด์มาร์ค อย่างกรณีในต่างประเทศจะเห็นสภาของเขา เป็นเหมือนเอกลักษณ์ประจำชาติเขาเลยก็จะมีการเข้าไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมดังนั้นรัฐสภาของไทยก็ไม่ได้แพ้ที่อื่นโดยเฉพาะที่ตั้งโดดเด่น สวยงาม เพียงแต่จะต้องมีการปรับภูมิทัศน์ให้เข้ากับพื้นที่การใช้งาน

“ผมมีแนวความคิดว่า ต่อไปรัฐสภาจะต้องเป็นสถานที่ออกกำลังกายของคนกรุงเทพฯ ต้องเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ เป็นที่พักผ่อนของคนกรุงเทพฯซึ่งเราก็จะเร่งดำเนินการในโดยเร็วในส่วนอันไหนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ อย่างเช่นเมื่อวานเราก็ใช้ข้าราชการเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คน มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา” นายโสภณ กล่าวและว่า

ไม่ได้ไว้ใช้พูดอย่างเดียว

“การที่เราจะให้ประชาชนศรัทธา คำว่าประชาธิปไตยๆ จะต้องจับต้องได้ไม่ใช่เป็นสภาพูด พูดแล้วมัน มันจับต้องไม่ได้ คนก็เริ่มคนก็เบื่อหน่ายเหมือนว่า บางฝ่ายก็อาจจะอินกับคำพูด กับวาทกรรม แต่ในยุคที่วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการทำงาน ที่แก้ปัญหาชีวิตของเขา ฉะนั้นเราทำทุกเรื่อง ที่จะเป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเป็นอยู่ ความยุติธรรม อะไรต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าประชาธิปไตยต้องกินได้ ประชาธิปไตยที่จะประสบความสำเร็จแล้ว ขับเคลื่อนได้โดยปราศจากความขัดแย้ง คือการพูดคุยการเจรจากัน เพราะการพูดคุยกัน การเจรจากันระหว่างคน ความเห็นต่าง2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ แล้วก็เดินหน้าได้ ถ้าเราไปตัดสินด้วยมือเนี่ยมันก็จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเราทำอย่างไรเราจะสามารถปรับทัศนคติของคนที่เห็นต่าง ให้ยอมรับความเห็นต่างของฝ่ายอื่นได้” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า เพราะถ้าจะให้เขาเห็นกับเราอย่างเดียว ถ้าไม่เห็นกับเราก็แสดงว่าไอ้นั่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย อันนี้เผด็จการ อันนั้นไม่ถูก มันไม่ใช่ เราจึงไม่ประสงค์ที่จะตัดสินบนมติ คือไม่อยากใช้มือ ผมพยายามที่จะทำเรื่องนี้ โดยให้ไปพูดคุย กันมา แล้วก็ให้ปรับแนวความคิด เพื่อรักประเทศชาติจริง ส่วนกรณีของความขัดแย้งในอดีต เราก็เห็นพอสู้ในสภาไม่ได้ก็พากันไปลงถนน ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์เลย มีแต่ฉุดรั้งประเทศๆ มันก็เปลี่ยนเยอะ ผมว่าทุกวันนี้ท่านสมาชิกสภา ก็เปลี่ยนพอสมควรอยู่ ซึ่งเราค่อยๆ ปรับ เพราะสมาชิกฯก็อาจจะอยู่เหนือการควบคุมของประธานรัฐสภา เรายังใช้ข้อบังคับแต่ว่าผมว่าองค์กรการทำงาน วิธีการทำงานอย่างเช่นอย่างที่เล่ามา มันก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่นะ

เขย่า‘ซิน เคอ หยวน’

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซิน เคอ หยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว
คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ผมขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IFจะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือ คุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ

ช่วงที่ผมทำงานใน “ทีมสุดซอย”เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซิน เคอ หยวน ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” นะครับ แล้วสต๊อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน

รอประเมินงานแสวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯกกต. เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี’68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ มีรายงานว่าปัจจุบันนายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองต่อการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในปี’68 ให้กับทางสำนักงานฯแล้ว และขณะนี้สำนักงานฯ นอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของกกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะมีมติเห็นไปในทางใด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณา

ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่งประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน4 ด้าน คือ 1.งานแผนงานโครงการ 2.ด้านงานท้าทาย 3.ด้านงานตามมติกกต. และ 4.ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนนก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ประเมินต่อไป โดยส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต.เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด

ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนก็จะนำข้อมูลในส่วนที่ 1 มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้

บางส่วนไม่ส่งผลประเมิน

“ผลคะแนนการประเมินเลขาฯ กกต.ปี 2568 ในส่วนที่หนึ่ง คือ ในส่วนของพนักงานทั่วประเทศ ผลคะแนนการประเมินตามแบบประเมิน ทั้ง 4 ด้านได้คะแนนประเมินเกินกว่าร้อยละ 80ทั้ง 4 ด้าน มีการนำส่งให้ กกต.เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเมื่อเดือนพ.ค. 2569 ส่วนที่สอง คือ กกต. ที่ให้กกต.แต่ละคนส่งผลประเมินเมื่อต้นเดือนมิ.ย. 2569 มีอดีต กกต.บางส่วน ยังไม่ส่งแบบประเมิน อาจเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะในการประเมินในปีที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เคยส่งให้ อดีต กกต.ประเมิน อาทิ นายปกรณ์ มหรรณพ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตกกต. จึงได้มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานฯ ก่อนว่าท่านมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะบางท่านพ้นจากตำแหน่ง กกต.มามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูว่าคะแนนในส่วนนี้ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ที่ กกต.ชุดปัจจุบันจะเห็นอย่างไร

นอกจากประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.จะเป็นที่สนใจทั้งจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วยังมีประเด็นที่หลังจากถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าการแบ่งงานในระดับจังหวัดที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรค การเมืองและการสืบสวนสอบสวน และด้านอำนวยการ ไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันการทำงานของ กกต.ในลักษณะบอร์ดทำให้การดูแลการจัดการเลือกตั้งเกิดช่องโหว่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเห็นว่าควรที่สำนักงานจะแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้านเหมือนเดิม และกกต.เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบงานในแต่ละด้านเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงให้สำนักงานฯไปดำเนินการศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างและจัดแบ่งส่วนงานต่างให้ครบตามจำนวน กกต.ทั้ง 7 คน โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 70 คือ 1 ต.ค. 2569

Leave a comment