รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น "การรุกราน"

7 มิ.ย. 2569 11:44 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบก หรือวันดีเดย์ (D-Day) โจมตีชาติยุโรปอย่างดุเดือด เปรียบเปรยวิกฤตผู้อพยพทางเรือเป็นเหมือน “การรุกราน” ด้วยอุดมการณ์ที่เป็นอันตราย พร้อมเตือนว่าหากผู้นำยุโรปไม่ปกป้องเสรีภาพที่บรรพบุรุษต่อสู้เพื่อรักษาไว้ คุณค่าดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกวันดีเดย์ (D-Day) ณ สุสานทหารอเมริกันนอร์มังดี ในเมืองโคลวิลล์-ซูร์-แมร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ที่กองกำลังพันธมิตรเคยบุกขึ้นฝั่งเพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในปี 1944

อย่างไรก็ดี นายเฮกเซธได้ใช้เวทีรำลึกประวัติศาสตร์นี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของประเทศในยุโรปอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในวันนี้ ชายหาดต่าง ๆ ของยุโรปกำลังถูกรุกรานโดยอุดมการณ์ที่แตกต่างและเป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดในสเปน อิตาลี กรีซ และบัลแกเรีย ที่มีทั้งเรือและผู้คนเดินทางมาถึง คำถามคือเมื่อไหร่รัฐบาลในเมืองหลวงของยุโรปจะลงมือทำอะไรสักอย่างกับการรุกรานนี้? หรือว่ามันจะสายเกินไปแล้ว? ผมสวดอ้อนวอนและเชื่อว่ามันยังไม่สายเกินไป”

แม้ว่านายเฮกเซธจะไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้อพยพ” ตรง ๆ ในสุนทรพจน์ แต่การแสดงความเห็นของเขาแสดงถึงการเชื่อมโยงการอพยพทางเรือเข้ากับการรุกรานในยุคสงคราม และสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักวิจารณ์ยุโรปในเรื่องการปล่อยปละละเลยเรื่องพรมแดน การเซ็นเซอร์กลุ่มชาตินิยม รวมถึงคำเตือนในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า ยุโรปอาจ “ไม่เหลือเค้าโครงเดิมภายใน 20 ปี” และกำลังเผชิญกับภาวะ “การล่มสลายทางอารยธรรม” จากปัญหานี้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่า เหตุฆาตกรรมนายเฮนรี โนวัก นักศึกษาชาวอังกฤษวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตที่เมืองเซาท์แฮมป์ตันเมื่อปีที่แล้ว เป็นผลมาจาก “การรุกรานของผู้อพยพจำนวนมหาศาล” และชี้ว่าความโกรธแค้นคือคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ประณามคำพูดของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการกระทำของ “ผู้ที่พยายามแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของเรา” พร้อมชี้แจงว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ร้องขอแล้วว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษยังยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายวิคกรัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุแทงนักศึกษาคนดังกล่าว เป็นผู้ที่เกิดในสหรัฐราชอาณาจักรและมีสัญชาติอังกฤษโดยกำเนิด ไม่ใช่ผู้อพยพตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง

วิกฤตผู้อพยพทางเรือเข้าสู่ยุโรปเคยพุ่งทะลุจุดสูงสุดในปี 2015 ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ระบุว่ามีผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงมีนาคม 2026 พบว่ามียอดผู้เดินทางมาถึงทางเรือรวม 169,341 คน ในสหราชอาณาจักร กรีซ อิตาลี สเปน และไซปรัส โดยเป็นการลักลอบข้ามฝั่งไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็นรอยละ 23 ของทั้งหมด

สำหรับข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 3 มิถุนายน 2026 มีผู้คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กจากฝรั่งเศสมายังอังกฤษจำนวน 9,142 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เคยออกมาก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้ความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยวิจารณ์บนเวทียูเอ็น ว่ายุโรปกำลัง “ลงนรก” เพราะคุมผู้อพยพไม่ได้ โดยผู้นำอังกฤษระบุว่า คำพูดของทรัมป์นั้น “ไม่ถูกต้อง” แต่อังกฤษก็ยอมรับความท้าทายและกำลังเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองด้วยเรือเล็กอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากนโยบายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เข้าจับกุมผู้อพยพรายวันนับหมื่นรายตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Associated Press

Leave a comment