
ถอยหนึ่งก้าวไม่ใช่พ่ายแพ้! ‘เชษฐา’ ยกเคสแก้เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่
วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และสะท้อนภาวะผู้นำที่พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
จากจุดยืนทางการเมือง สู่การบรรเทาผลกระทบครอบครัว
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางการเมืองมักมีความเข้าใจว่าการยืนหยัดในจุดยืนเดิมคือความเข้มแข็ง ขณะที่การปรับเปลี่ยนท่าทีถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริง ภาวะผู้นำสมัยใหม่กลับให้ความสำคัญกับความสามารถในการรับฟัง ปรับตัว และเรียนรู้จากเสียงสะท้อนของสังคมมากกว่า
สำหรับกรณีดังกล่าว เดิมรัฐบาลมีเหตุผลในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ และบริหารงบประมาณให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่เมื่อมีการเผยแพร่รายละเอียดต่อสาธารณะ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนจำนวนมากเห็นว่าเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่บุตรจำนวนไม่น้อยยังคงช่วยเหลือดูแลบิดามารดา แม้ตนเองจะไม่ได้มีฐานะมั่นคงนัก
“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลยกเลิกหรือปรับแก้เกณฑ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่อยู่ที่การตัดสินใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมนำข้อกังวลเหล่านั้นมาทบทวนนโยบาย” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
‘Resilience’ ความยืดหยุ่นในการบริหารภาครัฐ
นักรัฐศาสตร์รายนี้อธิบายว่า ในทางวิชาการมีแนวคิดเรื่อง Resilience หรือความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากแรงกดดัน ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของการบริหารภาครัฐยุคใหม่ การบริหารประเทศไม่ใช่การเดินหน้าตามแผนเดิมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่คือการพร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางเมื่อพบว่านโยบายอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
“รัฐบาลที่มีความยืดหยุ่น ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือรัฐบาลที่พร้อมเรียนรู้และปรับแก้ข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว”
‘Empathy’ นโยบายที่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตประชาชน
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจประชาชน ซึ่งกำลังเป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้นำในศตวรรษที่ 21 โดยการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ดีไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูลเชิงสถิติ หลักวิชาการ หรือการคำนวณทางงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ และบริบทการดำรงชีวิตของประชาชนด้วย
นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ยังเห็นว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง แต่เป็นการยอมรับว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ภาครัฐต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเช่นเดียวกับข้อมูลทางวิชาการ
‘People-Centric Governance’ ประชาชนคือศูนย์กลาง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนแนวคิด People-Centric Governance หรือการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของการบริหารภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก โดยการออกแบบนโยบายสาธารณะในปัจจุบันต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงความสะดวกในการบริหารจัดการของระบบราชการ
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น
ถอยหนึ่งก้าว เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“ในทางการเมือง การยอมถอยหนึ่งก้าวอาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หากเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงกว่าเดิม เพราะผู้นำที่เข้มแข็งที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ แต่คือผู้ที่กล้ารับฟังเสียงของประชาชน และพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อพบว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า”
พร้อมย้ำว่า การรับฟังประชาชนไม่ใช่อุปสรรคของการบริหารประเทศ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะความสำเร็จของนโยบายไม่ได้วัดจากการดำเนินการได้ตามที่ภาครัฐต้องการเท่านั้น หากยังต้องวัดจากการยอมรับของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายนั้นโดยตรงด้วย