
9 มิ.ย. 2569 06:29 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน ทรัมป์เก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B 1 แสนดอลลาร์ “ผิดกฎหมาย”
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้ขอวีซ่าแรงงานทักษะสูง “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยชี้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการทำเช่นนี้
เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. 2569 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภท H-1B รายใหม่ สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง โดยศาลสรุปว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมายและไม่เคยได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส
ลีโอ โซโรคิน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองบอสตัน มีคำตัดสินดังกล่าวในคดีความที่ยื่นฟ้องโดยอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครตจำนวน 20 รัฐ ซึ่งร่วมกันคัดค้านค่าธรรมเนียมที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการขอวีซ่า H-1B พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ฝ่ายสนับสนุนนโยบายนี้แย้งว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวถือเป็นบทลงโทษทางการเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการได้ภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้นำประเทศสามารถจำกัดการเดินทางเข้าเมืองของชาวต่างชาติบางกลุ่มได้ หากเห็นว่าการเข้าเมืองนั้นๆ “เป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”
อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของผู้พิพากษาโซโรคินสรุปว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็น “ภาษี” ซึ่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันไม่มีอำนาจใดๆ จากสภาคองเกรสในการประกาศใช้ และกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงสำนักงานบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS) ก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้
“ในกรณีนี้ สาระสำคัญและการบังคับใช้เงินจ่ายจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันคือภาษี ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม” ผู้พิพากษาโซโรคิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ระบุในคำตัดสิน
นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังได้อ้างอิงถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้เพิกถอนมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างของทรัมป์ที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยโซโรคินระบุว่า ภายใต้ตรรกะแห่งคำตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนั้น ทรัมป์ย่อมไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในการเรียกเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน
ด้านเทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์มีความมั่นใจว่า คำสั่งของผู้พิพากษาโซโรคินจะถูกพลิกคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์
ทั้งนี้ โครงการวีซ่า H-1B มีโควตาจัดสรรวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงจำนวน 65,000 ใบต่อปี และอีก 20,000 ใบสำหรับแรงงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาขั้นสูง โดยจะได้รับการอนุมัติให้อยู่ทำงานได้เป็นเวลา 3 ถึง 6 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานที่ได้รับวีซ่า H-1B นี้เป็นอย่างมาก
เดิมที นายจ้างที่ต้องการขอวีซ่าให้แก่แรงงานต่างชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ จนกระทั่งนายทรัมป์มีคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน
การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการยื่นขอวีซ่า H-1B ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารยื่นฟ้องต่อศาล โดยรัฐบาลระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อเดือนมีนาคมว่า นับจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สำนักงานบริการสัญชาติฯ (USCIS) ได้รับเงินค่าธรรมเนียมมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐนี้เพียง 85 รายการเท่านั้น
นอกจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครวีซ่า H-1B และได้เสนอขั้นตอนการคัดเลือกวีซ่าแบบใหม่ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานที่มีทักษะสูงกว่าและได้รับค่าจ้างที่แพงกว่าก่อน จุดชนวนให้เกิดการฟ้องร้องทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการบังคับใช้อย่างน้อย 3 คดี
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna