สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

9 มิ.ย. 2569 11:39 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ เอี่ยวหนุนกองทัพจีน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีน รวมถึง BYD, อาลีบาบา และ ไป่ตู้ ลงในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยระบุว่าเป็นมาตรการเลือกปฏิบัติและบ่อนทำลายสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศจีนครั้งสำคัญ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้เปิดเผยรายชื่ออัปเดตอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงการณ์ของรัฐบาล เพิ่มเติมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้าของจีนหลายแห่ง เข้าสู่บัญชีรายชื่อ “บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน” หรือบัญชี Section 1260H ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

บริษัทระดับโลกของจีนที่ถูกเพิ่มเข้ามาในบัญชีดำรอบนี้ ประกอบด้วย อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ, ไป่ตู้ ผู้นำด้านเสิร์ชเอนจินและปัญญาประดิษฐ์ (AI), BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Nio และบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ Comac

นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำชั้นนำของจีนอย่าง CXMT และ YMTC รวมถึงบริษัทไบโอเทค WuXi AppTec และบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ระดับแนวหน้าอย่าง Unitree และ RoboSense ก็ถูกขึ้นบัญชีดำในรอบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีของ Unitree นั้น เพิ่งมีข่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia มีแผนจะร่วมมือพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการวิจัยด้วย

แม้ว่าการถูกระบุชื่อในบัญชี Section 1260H นี้ จะยังไม่ได้หมายถึงการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในทันที แต่กฎหมายฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำสัญญาจ้างโดยตรงกับบริษัทที่มีรายชื่อเหล่านี้ และจะถูกห้ามซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบุคคลที่สาม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังซัพพลายเออร์ของเพนตากอน รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจของอเมริกันทั้งหมด ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับบริษัทจีนเหล่านี้ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้เข้าข่าย “การผสานรวมพลเรือน-ทหาร” ที่เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์อาจถูกนำไปใช้เพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับจีน

จอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมการพิเศษด้านจีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า “รายชื่อที่อัปเดตนี้ถือเป็นคำเตือนไปยังภาคธุรกิจอเมริกัน รัฐบาลทุกระดับ และประชาชน ว่าบริษัทจีนเหล่านี้กำลังทำงานร่วมกับกองทัพจีนเพื่อต่อต้านผลประโยชน์ระดับชาติของเรา”

หลังจากการประกาศของเพนตากอน บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนต่างออกมาตอบโต้และปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยโฆษกของอาลีบาบา แถลงว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง อาลีบาบาไม่ใช่บริษัททหารของจีน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผสานพลเรือน-ทหารใดๆ ทั้งสิ้น เราจะดำเนินการทางกฎหมายทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบริษัทจากการบิดเบือนความจริงครั้งนี้”

ด้านไป่ตู้ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่าข้อกล่าวหานี้ “ไร้ซึ่งเหตุผลที่น่าเชื่อถือ” และพร้อมจะใช้ทุกช่องทางเพื่อนำชื่อบริษัทออกจากบัญชี เช่นเดียวกับ WuXi AppTec ที่ระบุว่าการถูกระบุชื่อเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาด” และจะยื่นคัดค้านทันที

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความคัดค้านอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “รัฐบาลจีนต่อต้านการจัดทำบัญชีที่เลือกปฏิบัติเพื่อโจมตีบริษัทจีนอย่างไม่เป็นธรรม สหรัฐฯ ควรหยุดพฤติกรรมที่ผิดพลาดนี้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม เสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติให้แก่ภาคธุรกิจของจีน”

เครก ซิงเกิลตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันวิจัย Foundation for Defense of Democracies ในวอชิงตัน ระบุว่า การประกาศรายชื่อครั้งนี้เสมือนเป็นการดึงสติให้กลับสู่โลกความเป็นจริง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งและพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อรักษาความสงบศึกในสงครามการค้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้

“ขณะนี้สหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าบริษัทเหล่านี้เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่แยกตัวเป็นอิสระอีกต่อไป แต่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีทั้งหมดของจีน คือพื้นที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมกันไม่ได้”.

ที่มา BBC / Reuters

Leave a comment