
รุมซักเดือด‘ไชยชนก’ ปมล็อกสเปก รับรู้จักคนชนะประมูล
วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
รุมซักเดือด‘ไชยชนก’ ปมล็อกสเปก รับรู้จักคนชนะประมูล ดีอีเปิดเวทีรับฟัง‘TH-AI’ ยืนยันโปร่งใสทุกขั้นตอน ปชน.เล่นใหญ่เปิดภาพมัด เจอซัดกลับสนิท2ผู้นำส้ม
เวทีเปิดรับฟังโครงการ TH-AI Passport อย่างเดือด ฝ่ายค้านรุมซักถามปมร้อนล็อกสเปก-ความสัมพันธ์กับเอกชน ด้าน “ไชยชนก”ยอมรับรู้จักคนชนะการประมูลจริง แต่ทุกขั้นตอนโปร่งใส โยนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นของข้าราชการ ขณะที่ปลัดฯ แจงไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ เตรียมปรับเงื่อนไขทำหนังสือแนบท้ายสัญญาใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น เดินหน้าต่อ ให้ทันเปิด 1 ก.ค.นี้ ด้าน‘ไอซ์’จ่อยื่นป.ป.ช.สอบ พร้อมปิดภาพหวังมัดสนิทตระกูลชิดชอบ แต่เจอซัดกลับสนิทถึงขั้นกอดคอ 2 ผู้นำพรรคส้ม
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเปิดเวที ไทย-เอไอ พาสปอร์ต ฟอรั่ม เพื่อระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น“โครงการ TH-AI Passport” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นประธาน พร้อมด้วยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดและผู้ที่เกี่ยวข้องนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดก่อนเข้างาน
ปลัดดีอีแจงยิบขั้นตอนวงเงินโครงการฯ
เมื่อเริ่มงาน นายพชร กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการตามระเบียบราชการ ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้งบของกองทุนดีอีซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณราว 1,800-1,900 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายประเมินจากประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสามารถเพิ่มทักษะได้ราว 50 ล้านคน จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ 10% หรือประมาณ 5 ล้านคน แม้ในเชิงเป้าหมายเดิมอยากขยายให้ถึง 10 ล้านคน แต่ต้องพิจารณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ โครงการนี้ไม่ใช่การแจกเอไอแล้วจบ แต่มีการฝึกอบรมเรื่องเอไอ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายของโครงการกำหนดขั้นต่ำเป็นประชาชนทั่วไปอายุเกิน 15 ปี และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา กลุ่มบุคลากรภาครัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
“กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ได้ใช้เวลา 34 วันตามที่ถูกวิจารณ์เพราะช่วงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ก่อนหน้านั้นต้องผ่านการพิจารณาและกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายชุด รวมถึงคณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีประธานในระดับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย โดยภาพรวมใช้เวลาเกือบ 5 เดือนกว่าจะนำไปสู่การลงนามในสัญญา”
ยันทำตามระเบียบทุกอย่าง-ยกเลิกไม่ได้
นายพชรกล่าวต่อว่า สำหรับการทำราคากลางและการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูลนั้น การสืบค้นราคากลางจำเป็นต้องอ้างอิงจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เพราะโครงการนี้เป็นงานด้านไอทีและดิจิทัล จึงไม่สามารถไปสืบราคาจากผู้ประกอบการก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกัน หากกำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลราคากลางห้ามเข้าร่วมประมูล ก็อาจไม่มีเอกชนรายใดให้ข้อมูลราคาแก่ภาครัฐ และหากให้ราชการกำหนดราคาเองก็อาจไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง
“ที่มีการกล่าวว่าทีโออาร์ไม่มีความโปร่งใสนั้น ยืนยันว่า ทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง การจะยกเลิกโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผ่านเรื่องทีโออาร์สู่การเซ็นสัญญาแล้ว แต่ยังสามารถเพิ่มหนังสือแนบท้ายสัญญาได้ โดยจะมีการเพิ่มเติมในส่วนการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น”ปลัดกระทรวงดีอีย้ำ
จี้ถามรมว.ดีอีรู้จักผู้ชนะการประมูล
ช่วงหนึ่งของการถามนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการว่าทั้งเรื่องการที่รมว.ดีอี รู้จักผู้ชนะการประมูลหรือไม่ การใช้งบประชาสัมพันธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่าหากโครงการมีข้อสงสัยและความเสี่ยงด้านความโปร่งใสมากขนาดนี้ เอกชนผู้รับสัญญาควรพิจารณายกเลิกสัญญาก่อนหรือไม่
โดยทางปลัดกระทรวงดีอีได้ชี้แจงทันทีด้วยน้ำเสียงดังว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ และกระทรวงก็ไม่ยินยอมให้ยกเลิก เนื่องจากเป็นสัญญามาตรฐานทางราชการ
ไชยชนกยอมรับรู้จักผู้ชนะโครงการจริง
จากนั้นนายไชยชนก ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ แต่ยอมรับว่ารู้จักผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัว
“ในฐานะผู้ที่เคยทำงานภาคเอกชนและทำงานมาหลายด้าน ย่อมรู้จักบุคคลจำนวนมากในประเทศ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักผู้ที่เข้ามาชนะการประมูลงานของกระทรวงใดเลย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” นายไชยชนก กล่าว
โต้เดือดกล่าวหาสเปคTORมีปัญหา
จากนั้นนายธีระชาติ ได้ตั้งคำถามต่อว่า แม้จะรู้จักกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องการทราบระดับความสนิท เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าเอกชนสามารถยกระดับสเปกระบบจากตัวเลขที่ถูกตีความว่าอยู่ราว 139 TPS ไปเป็น 5,000 TPS ได้อย่างไร โดยเห็นว่า หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าต้นทุนและส่วนต่างในโครงการมีมากน้อยเพียงใด
นายพชรโต้แย้งว่าตัวเลข 139 TPS ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน TOR และเป็นตัวเลขที่ผู้ตั้งข้อสังเกตคำนวณขึ้นเอง โดยข้อกำหนดที่แท้จริงคือระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500,000 คนต่อชั่วโมง พร้อมย้ำว่าควรพูดคุยบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่นำตัวเลขที่ตีความขึ้นเองมาใช้กล่าวหาว่า TOR มีปัญหา
“หากผู้รับสัญญาระบุว่าจะจัดหาระบบที่รองรับได้สูงกว่า TOR กระทรวงย่อมยึดตาม TOR เป็นฐาน และหากระบบไม่สามารถรองรับการใช้งานได้จริงตามเงื่อนไข ก็มีบทปรับและมาตรการลงโทษตามวินัยสัญญาทางราชการอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบตามข้อกำหนดในสัญญา ไม่ใช่การสรุปว่าการให้บริการเกิน TOR เท่ากับมีส่วนต่างหรือมีความไม่โปร่งใสโดยอัตโนมัติ”ปลัดกระทรวงดีอี ระบุ
ข้องใจเอกชนทราบรายละเอียดก่อน?
ขณะที่นายธีระชาติ ยืนยันว่าประเด็นที่ต้องการตั้งคำถามคือประสิทธิภาพของ TORในการเปิดการแข่งขันอย่างเป็นกลาง หากรัฐกำหนดสเปกขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ภายหลังผู้ชนะงานสามารถเสนอประสิทธิภาพสูงกว่าได้มาก อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้เข้าแข่งขันรายอื่นสามารถประเมินต้นทุนและแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงกรอบเวลาการทำงานหลังลงนามสัญญา ซึ่งต้องเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเปิดให้บริการภายใน 90 วันว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับโครงการระดับ 1,600ล้านบาท จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเอกชนอาจทราบรายละเอียดหรือเตรียมการมาก่อนหรือไม่
นายธีระชาติ ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลำดับเวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการโดยระบุว่ามีหลายจุดที่สังคมตั้งคำถาม ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลรักษาการ การนำเรื่องเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ไปจนถึงการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการให้ฝ่ายกระทรวงชี้แจงให้ชัดว่า การดำเนินโครงการเป็นไปตามกระบวนการปกติและไม่มีการออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง
เอกชนแจงความสามารถรองรับใช้งาน
ด้านน.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดซึ่งเป็นผู้ชนะโครงการกล่าวว่า TORไม่ได้เขียนตัวเลข 139 TPSแต่กำหนดให้รองรับผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง ขณะที่การออกแบบระบบจริงต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุด ไม่ใช่คำนวณจากค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานน้อย
ตัวเลข 5,000 TPS ไม่ได้เกิดจากการต่อรองเป็นพิเศษหรือมีใครสั่งให้เพิ่ม แต่เป็นสิ่งที่ระบบต้องเตรียมไว้โดยธรรมชาติ หากต้องการรองรับผู้ใช้งานระดับ 5 ล้านคนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ระบบจะรองรับประชาชนจำนวนมากได้ด้วยขีดความสามารถขั้นต่ำตามการคำนวณแบบเฉลี่ยต่อวินาทีเท่านั้น การให้บริการจริงต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้งานในช่วงพีค ความหนาแน่นของผู้ใช้และความพร้อมของระบบในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนำตัวเลข 500,000 คนต่อชั่วโมงไปหารด้วยจำนวนวินาทีแล้วสรุปเป็นต้นทุนหรือขีดความสามารถของระบบทั้งหมดเนื่องจากการออกแบบระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องเผื่อความสามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันในช่วงที่มีความต้องการสูงและสามารถขยายได้รองรับ 2.5 ล้านรายพร้อมกัน หรือมากกว่านั้นก็ต้องรองรับได้
ปชป.แนะ3ทางเลือกจี้เปิดสัญญา
ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐจะเดินหน้าโครงการคงเหนื่อย จึงมี 3 ทางเลือก คือเดินหน้าต่อ แก้ไขสัญญาหรือ เลิกโครงการ โดยขอให้เปิดสัญญาเพื่อให้ภาคประชาชน และคนแวดวงไอที สามารถศึกษาและตรวจสอบ เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปอย่างโปร่งใสได้
ดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดคุยคู่สัญญา
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กล่าวหลังเปิดเวทีครั้งนี้ว่าการรับฟังความเห็นวันนี้ ต้องรอให้คณะทำงานและปลัดกระทรวงดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด ก่อนนำไปหารือกับคู่สัญญาโดยหากคู่สัญญาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่ายังมีประเด็นที่สามารถเจรจากันได้โดยเฉพาะจุดที่เป็นข้อกังวลสำคัญของโครงการโดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะปรับรายละเอียดได้มากน้อยเพียงใด แต่การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบทีโออาร์เดิม
“ภาพรวมของเวทีรับฟังความคิดเห็นถือเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินโครงการจากข้อมูลในทีโออาร์เป็นหลัก แต่เมื่อผู้รับสัญญาเริ่มเปิดรายละเอียดของระบบให้เห็นมากขึ้น ทั้งจำนวนโมเดล เอไอที่มี 31 โมเดล ขั้นตอนการใช้งาน และฟังก์ชันต่างๆทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า ภายในแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มีองค์ประกอบอะไรบ้าง”
เร่งทำหนังสือแนบท้ายสัญญา/ให้ทัน1ก.ค.
นายไชยชนกกล่าวต่อว่า ได้เสนอให้ปลัดกระทรวงดีอีลองเจรจากับเอกชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดระบบทดสอบแบบ(เบต้าเทสต์)ให้กลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้ทดลองใช้งานจริง เพื่อให้เห็นฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการภายในระบบก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบซึ่งจะช่วยให้สังคมประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานได้ดีเพียงใดและตอบโจทย์ตามที่โครงการตั้งไว้หรือไม่ เพื่อเดินหน้าอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด
ด้านนายพชรกล่าวว่าหลังจากนี้จะไปหารือกับเอกชน เพื่อทำหนังสือแนบท้ายสัญญา โดยเฉพาะประเด็นการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น โดยจะรีบไปคุยกับทางคู่สัญญา จะพยายามให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว และให้ทันเริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้โดยยืนยันว่าหากโครงการนี้ต้องหยุดหรือยกเลิกไป คงไม่มีโอกาสที่จะเกิดโครงการแบบนี้อีกในประเทศไทยอย่างแน่นอน
โพสต์ สนิทแค่ไหน ให้ภาพอธิบาย
ล่าสุด ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์รูปงานเลี้ยงวันเกิด ที่โพสต์โดยนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ โดยในภาพมีครอบครัวชิดชอบร่วมงานเลี้ยงพร้อมระบุว่า “สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบายฮะ”
‘ไอซ์’หยันเปิดรับฟังแค่”เวทีฟอกขาว”
ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passportว่าปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์แล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรใน TORได้ ตนก็งงเหมือนประชาชนว่าในเมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรใน TORไม่ได้ ทำไมจึงต้องรับฟังความเห็นและการรับฟังความเห็นควรจะเกิดก่อนที่โครงการจะตั้งลำ ตนเข้าใจว่ามีการจ่ายเงินงวดแรกแล้วแต่เพิ่งมารับฟังความเห็น ตนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่างานที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนในแวดวงไอที ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชน แต่งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการฟอกขาวโครงการ คงจะมีการเชิญอินฟลูเอนเซอร์หรือชาวไอทีทั้งหลาย เข้ามารับฟังความคิดเห็น และตนเข้าใจว่าจะมีบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของโมเดล AI ด้วย
“เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เชิญมา ท่านก็คงได้วิจารณ์นิดๆหน่อยๆ และเขาก็จะบอกว่าจะเอาสิ่งนี้ไปปรับปรุง แต่อย่างที่ท่านปลัดได้ยืนยันแล้วว่าสุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเขาจะเอาทุกๆความเห็นไปบอกว่าได้มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแนวทางที่ดีขึ้นแล้ว จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อแล้วยิ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปร่วมงาน ก็เหมือนกับเป็นการสร้างความชอบธรรมกับการเดินหน้าโครงการนี้ว่า นี่ไงคุณเห็นหรือไม่ ว่าบริษัทระดับโลกยังมาร่วมงานและพูดถึงอนาคตของ AI พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อยากให้ทุกคนตั้งสติ สิ่งที่ดิฉันพูดมาตลอดคือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงพยายามจะดึงไปพูดถึงความคุ้มค่า แต่สิ่งที่พวกเราตั้งข้อสังเกต เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า AI เป็นอนาคตของประเทศ แต่ประเด็นของโครงการนี้คือคุณล็อกสเปกโครงการทำไม ถ้ามีใครสักคนที่มีความกล้าหาญ ดิฉันก็อยากจะให้ถามท่านรัฐมนตรี หรือท่านปลัดในงานไปเลยว่า คุณล็อกสเปกโครงการทำไม” น.ส.รักชนก กล่าว
แฉTORล็อกสเปกจอบิลบอร์ดเอื้อพวกพ้อง
น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่าโครงการเป็นโครงการAIแต่ในรายละเอียดของ TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์กลับล็อกสเปกอย่างละเอียดว่าต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้านับสองนิ้วก็ไม่เกิน ดังนั้นตนตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งใจล็อกสเปกมาตั้งแต่เริ่ม วานนี้ (10 มิ.ย.)ตนเพิ่งเปิดข้อมูลไป โดยการนำโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 มาเทียบกับโครงการเนชานอล เครดิตแบงค์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ช่วงรัฐมนตรีเป็นคนพรรคภูมิใจไทยที่เกิดขึ้นในสมัยน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี หากไปดูแล้วจะงงเลยว่าTOR ในส่วนประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกวางเปลี่ยนแค่หน่วยเท่านั้น จากคำว่าจอ เป็นคำว่า จุด จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงลงรายละเอียดประชาสัมพันธ์ลึกขนาดนั้น ล็อกเอาไว้ถึง3ชั้นแล้วโครงการของกระทรวงอุดมศึกษาฯเป็นคนละรูปแบบ ท่านก็ล็อกสเปกเอาไว้ในTOR แบบเดียวกัน เราเลยไม่ได้มานั่งพูดกันเรื่องความคุ้มค่า จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามการที่ทำโครงการภาครัฐออกมาแล้วใส่บางส่วนไว้ใน TOR เพื่อล็อกมงคนที่มีโอกาสจะได้โครงการ
จวกขบวนการขโมยอนาคตวงการไอที
เมื่อถามว่า บริษัทที่เข้าข่ายล็อกสเปกมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูในโครงการโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ จริงๆมีโครงการในแพ็กเกจนี้ที่มีชื่อคล้ายกันแบบนี้ อยู่ในจักรวาลนี้อีก เดี๋ยวเราจะเปิดต่อซึ่งโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ ถ้าเราไปดูในรายละเอียดจะพบว่าต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอที่สนามบินสุวรรณภูมิผ่านทางเข้าทางออก ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องประชาสัมพันธ์โครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เป็นโครงการนักศึกษา
เมื่อถามว่าหากขยายสัญญาให้กว้างขึ้นบริษัทขนาดกลางที่สามารถมารับงานต่อจะมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีกี่บริษัทไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ การที่ทำแบบนี้เป็นขบวนการการขโมยอนาคตของคนทั้งวงการไอที แทนที่ทุกคนจะได้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมาเอาของที่ดีที่สุดมานำเสนอประชาชน แต่การที่คุณล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่ายของคุณ มันเป็นการขโมยความฝันและอนาคตของทุกคนในแวดวงไอที ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้เพราะคุณแปะป้ายเอาไว้ว่าใครคือผู้ชนะ
ขู่ยื่นปปช.แน่-เรียก‘ไชยชนก’แจงกมธ.สภา
เมื่อถามว่าน.ส.รักชนกเคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแนะนำบริษัทแพลน บีมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่าตนคิดว่าประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ ส่วนที่นายภาวุธพงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนออกมาระบุว่าTORสามารถขอคู่สัญญาแก้ไขได้ สัญญามันยกเลิกได้เพราะTORก็เปิดช่องให้กระทรวงดิจิทัลสามารถยกเลิกโครงการได้ถ้ากระทบกับประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่า 1เดือนที่ผ่านมาที่พวกเราทำงานอย่างเข้มข้นชี้ให้เห็นว่าปัญหาของโครงการนี้คืออะไร ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขอยกเลิกสัญญาได้แล้ว
เมื่อถามว่าจะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ น.ส.รัชนก กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มลงทะเบียน นั่นก็เป็นกำหนดการที่จะไปยื่น ป.ป.ช. ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า (18 มิ.ย.69) กรรมาธิการของตน จะประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะพิจารณาเรื่องนี้ โดยเชิญ นายไชยชนก , ปลัดกระทรวง , คณะยกร่าง TOR , ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย หากไม่มาจะใช้อำนาจเรียกหรือไม่นั้น คงจะพิจารณาว่าการประชุมนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ขอเชิญท่านรัฐมนตรี มาที่กรรมาธิการเพื่อให้เกียรติสภาและประชาชน ในการแสดงความจริงใจ
‘จิรายุ-คริส’ยื่นปปช.ฟัน’ชัชชาติ’ผิดม.157
เวลา10.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทยและอดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ สภาฯพร้อมกับนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางเข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่ากทม.)พร้อมด้วยรองผู้ว่ากทม.และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่
ประกอบด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่ากทม.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 และบริหารราชการกทม.มากว่า 4 ปี ได้ปฏิบัติราชการ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาตามอำนาจหน้าที่เป็นปกติวิสัย ย่อมรู้ดีถึงกฎหมายขั้นตอนระเบียบปฏิบัติ กระบวนการวิธีการในการพิจารณาในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้ว่า กทม.ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จำนวน 17 ราย และยังแต่งตั้ง ผู้ตรวจราชการ อีก 2 คน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เล็งยื่นปปท.-ปปช.ปมส่วยเทศกิจ-โยธา
นายจิรายุ กล่าวอีกว่าถามว่าทำไมเพิ่งตรวจสอบตอนนี้ก็เรื่องมันเพิ่งเกิดก่อนแกลาออกไม่กี่วัน กระบวนการอากงพยายามที่อยากกลับเข้ามา บริหารงบแสนล้าน มีจริงและตนเป็นนักตรวจสอบผู้ว่ากทม.มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่รถเรือดับเพลิง กล้องดัมมี่ รถไฟฟ้าสีเขียว ดีแล้วที่มีคนช่วยคน กทม.ตรวจสอบและเรื่องผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็เพิ่งเกิดเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองก่อนแกลาออกไม่กี่วัน ไม่ตรวจสอบตอนนี้หากไปทำปีหน้าก็หาว่าฮั้วกันอีก ตนถือว่าผู้ว่าฯ กทม.ที่คนกรุงให้ความไว้วางใจต้องโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมตรวจสอบได้ต้องไม่ปากว่าตาขยิบ
ส่วนเรื่องต่อไป คือ มหากาฬส่วยเทศกิจ โยธาและจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเปก ที่ตนจะยื่นต่อ ป.ป.ท.และ ป.ป.ช. เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน ไปลงถุงเงินหลังบ้านของระบอบอากง
“อนุชา”ลุยหาเสียงสวนธนบุรีรมย์
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่สวนธนบุรีรมย์ กับ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตทุ่งครุ หมายเลข 5 ต่อจากนั้นลงพื้นที่ตลาดเช้าซอยสุขสวัสดิ์ 38 ร่วมกับ นายไสว โชติกะสุภา ผู้สมัคร ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ หมายเลข 2 โดยประชาชนต่างให้การทักทายอย่างอบอุ่นและพูดคุยสะท้อนปัญหาในพื้นที่
ปชป.ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชั่น
ผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการแข่งขันในช่วง18วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ที่เริ่มมีการตรวจสอบและโจมตีกันระหว่างผู้สมัคร นายอนุชาตอบว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเกิดความกระจ่าง ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญตามแนวทางการทำงานการเมืองสุจริตของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปัจจุบันพรรคได้พัฒนาแพลตฟอร์ม”ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณรวมถึงโครงการต่างๆ ของ กทม. เพื่อหาจุดพิรุธ
“เราพร้อมที่จะตรวจสอบและนำเสนอสิ่งที่ไม่ปกติ หากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลการทุจริต สามารถส่งมาที่แพลตฟอร์มของเราได้ทันที แพลตฟอร์มนี้จะช่วยตรวจจับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่ร้องเรียนและผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ” นายอนุชา กล่าว