ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยเก็บตกบัตรคนจน เปิดช่องพิเศษแจ้งชื่อ

กระทรวงการคลังเปิดช่องทางพิเศษ ให้ “กลุ่มตกหล่น” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่มีบัตรเดิม ไม่มีชื่อในระบบคัดกรองของ “มท.-พม.” แจ้งชื่อผ่าน “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-เขต” ทั่วประเทศ ถึง 21 มิถุนายนนี้ เผยยอดตอนนี้มีแจ้งแล้ว 1.5 ล้านราย “ปกรณ์”เผยผลหารือคณะกรรมการ กกร. เห็นพ้องตั้ง ทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือน ชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังตกหล่น ซึ่งมีความเดือดร้อน แต่ยังไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลเดิมของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการปัจจุบัน อีกทั้งไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบคัดกรองของกระทรวงมหาดไทย(มท.) หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเปิดโอกาสให้มาลงทะเบียนได้เพิ่มเติมที่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่

ที่ผ่านมา พบปัญหาว่ามีประชาชนในกลุ่มตกหล่นจำนวนมาก เกิดความเข้าใจผิด เดินทางไปติดต่อที่ธนาคารเพื่อขอลงทะเบียนยืนยันสิทธิ แต่เนื่องจากธนาคารเป็นช่องทางเฉพาะของผู้ที่มีรายชื่อในระบบอยู่แล้ว ทำให้กลุ่มตกหล่นเหล่านี้ถูกปฏิเสธและต้องผิดหวังกลับไป ทางกระทรวงการคลังจึงต้องการชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเสียเวลาและเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มตกหล่นดังกล่าว รัฐบาลได้เปิดช่องทางพิเศษโดยให้ประชาชนติดต่อผ่าน หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าไปแจ้งเรื่องกับกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะมีกระบวนการเข้าไปสอบถามข้อมูล ตรวจสอบความเดือดร้อน และจัดทำระบบลงทะเบียนให้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ช่องทางพิเศษสำหรับกลุ่มตกหล่นได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้เข้ามาแจ้งชื่อในระบบท้องถิ่นแล้วกว่า 1.5 ล้านคน ทางกระทรวงการคลังจึงขอเน้นย้ำให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อน มีรายได้น้อย แต่ยังไม่มีรายชื่อในระบบ เร่งเดินทางไปติดต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่นใกล้บ้านท่าน โดยจะเปิดรับแจ้งรายชื่อถึง วันที่ 21 มิ.ย.นี้เท่านั้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำรายชื่อทั้งหมดมาประมวลผลคัดกรองร่วมกับกลุ่มอื่นๆ และประกาศผลการได้รับสิทธิต่อไป

ทางด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เกษตร,ยานยนต์,ท่องเที่ยว,สุขภาพ,สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์,ค้าปลีก,เศรษฐกิจสร้างสรรค์) โดยภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

2.เร่งผลักดันทางการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว

3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

นายปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน ดังนี้ 1.ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน

2.จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง

3.เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน

4.นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ตามที่ได้นัดหมายไว้หลังการหารือกับภาคเอกชนเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ในการหารือ นายปกรณ์ได้ให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณกฎหมายไทย ที่ไม่ได้มีจำนวนถึง 100,000 ฉบับ อย่างที่มีความเข้าใจผิดกัน แต่มีพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กับกฎกระทรวงอยู่ 7,615 ฉบับเท่านั้น แต่ว่ากฎกระทรวงแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามไว้หลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องมีความซ้ำซ้อนกัน สร้างภาระและต้นทุนแก่ประชาชน

ดังนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมเครือข่าย ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรมหรือข้อเสนอของกลุ่มค้าปลีกที่ได้เสนอให้ลดภาระการแจ้งข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ละเอียดเกินความจำเป็น การปรับเกณฑ์ตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสม หรือกลุ่มธุรกิจ Wellness เสนอให้มีการใช้นวัตกรรมและเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูงได้คล่องขึ้น รวมถึงให้สถานพยาบาลใกล้กันใช้เครื่องมือร่วมกันได้เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ภาคเอกชนเสนอให้แก้ข้อจำกัดผังเมืองเพื่อให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่สีเขียวใกล้แหล่งวัตถุดิบได้เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อนและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ส่วนภาคอุตสาหกรรมเสนอให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาขายให้แก่ผู้บริโภคไทย และเอาเปรียบผู้ผลิตไทยซึ่งผลิตสินค้าได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

ทางด้านสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เป็น Trusted Source เพื่อใช้ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และข้อมูลตัวตนของลูกค้าหลายประเภทที่ปัจจุบันยังตรวจสอบได้จำกัด รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ได้วางกรอบทำงานเร่งด่วน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานย่อยร่วมระหว่างภาครัฐกับ กกร. เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่มีผลกระทบสูงและแก้ไขได้เร็วเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลาง จากนั้นสรุปเป็นชุดกฎหมายลำดับรองที่จะเสนอ ครม.พิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่เพียงรับเรื่องแล้วปล่อยให้เงียบหาย โดยมีเครื่องมือสำคัญคือการใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เป็นกลไกเร่งรัด ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และปรับภาครัฐจากระบบควบคุมไปสู่ระบบอำนวยความสะดวก ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ นอกจากการแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาปัจจุบันแล้ว ในระยะต่อไป นายปกรณ์ยังเตรียมเชิญภาคเอกชนร่วมหารืออีกครั้งเพื่อมองเรื่องอนาคตประเทศ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เพียงตามแก้ปัญหาที่สะสมมานาน แต่รัฐบาลกับเอกชนจะร่วมกันออกแบบกฎหมาย ระบบข้อมูล และโครงสร้างภาครัฐให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

“รองนายกฯ ปกรณ์ย้ำกับเอกชนระหว่างการหารือว่ารัฐบาล โดยดำริของนายกรัฐมนตรี ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริง ภายใน 2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ ครม. และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้ และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Leave a comment