
ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย
วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.
‘ครม.เงา’ งัดเอกสารแฉจับพิรุธโกง ‘โครงการ TH-AI Passport’ พบไฟล์เอกสารบริษัทเอกชน B. เริ่มโครงการก่อนมีประมูล จ่อยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบเอาผิด ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ ถามแรง ‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ เรื่องนี้เงียบกริบ แต่เรื่องอื่นเบรกได้ แนะ ‘ไชยชนก’ ยืดอกรับ อย่าหลบหลัง ‘ปลัดกระทรวง-เอกชน’ เมินคนไม่เชื่อคำชี้แจงภาพร่วม ‘แพลนบี-แกนนำส้ม’ ลั่นไร้กระทบทำงาน ท้ากลับใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้แบบมาตรฐานเดียวกัน
15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
โดยน.ส.รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟ TH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค. ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า “ส่อ” แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่น ทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้
ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ
ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้
“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว
เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร
ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก