สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

สุชาติ แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“สุชาติ” แจงปมหั่นที่ทับลาน 1.5 แสนไร่ เป็นไปตามมติคณะกรรมอุทยานฯ ย้ำทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้จริงๆ ไม่ใช่ให้นายทุนทำรีสอร์ท ชี้ กลุ่มแสนกว่าไร่มีคดีอยู่ระหว่างรอพิสูจน์สิทธิ์ภายใน 6 เดือน 
     
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865 ไร่ ว่า เรื่องนี้แยกออกมาเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก 55,000 ไร่ ประกาศเป็นที่ดินส.ป.ก. เมื่อปี 2521 ซึ่งเราประกาศอุทยานแห่งชาติทับลานปี 2524 ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องคืนเขาตามกฎหมาย , กลุ่มที่ 2 หมู่บ้านไทยสามัคคี ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2520 มอบ 8,000 กว่าไร่ให้กับผู้ที่สู้รบในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์และมีภาพถ่ายทางอากาศชัดเจนว่าอยู่ก่อนการประกาศอุทยาน , กลุ่มที่ 3 จำนวน 80,000 กว่าไร่ เป็นที่หมู่บ้านด้านความมั่นคงในอดีต ส่วนนี้เป็นมติ ครม. เมื่อปี 2535 แต่กลุ่มที่ 4 จำนวน 100,000 กว่าไร่ เรายังไม่ให้ถอน เพราะมีคดีในกลุ่มนี้เยอะมาก เนื่องจากอยู่นอกเขตส.ป.ก. และนอกเขตที่ดินป่าไม้ ซึ่งจะต้องทำการพิสูจน์ก่อนเพราะมีชาวบ้านที่อยู่ตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ และมีภาพถ่ายทางอากาศ ดังนั้น ต้องพิสูจน์เป็นรายๆ ประมาณ 5,200 ราย และกลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ราชพัสดุของหน่วยงานทหารไว้ใช้ซ้อมรบ ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ประมาณ 6,000 กว่าไร่ จึงต้องยกให้กับราชพัสดุเพื่อไปทำการเช่ากับทหาร ดังนั้น เราตัดเนื้อที่ไปจริงๆประมาณ 155,000 ไร่ แต่เราได้ไปเอาพื้นที่ที่เป็นป่าไม้กับพื้นที่เกือบ 90,000 ไร่ เติมกลับเข้ามาเพิ่มเติม
     
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนต้องให้ความเป็นธรรมว่าประชาชนเหล่านี้ไม่ได้มีที่ดินของตัวเอง และอยู่กันแบบยากจนประมาณ 2-3 หมื่นครอบครัว อีกทั้งเรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ติดตามเรื่องนี้ และเมื่อวาน (15 มิ.ย.) ได้อยู่ในที่ประชุมด้วย จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกับส.ป.ก.ให้กับประชาชน
     
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตกค้างมาเกือบ 50 ปี ถ้าไม่ทำวันนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ เข้าไปหากมีการแจ้งความ และเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม สุดท้ายเราก็ไม่อยากจะก้าวร่วมคำพิพากษาของศาล แต่ความตั้งใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เขาต่อสู้ก็มีสิทธิ์ที่จะชนะมาก และอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน
      
ส่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่หลายคนเป็นห่วง มีการจดขึ้นทะเบียนมามรดกโลกปี 2548 ซึ่งได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกแล้วว่า พื้นที่ที่มีปัญหาทั้ง 5 กลุ่ม เป็นพื้นที่บับเบิ้ลโซน ซึ่งเป็นพื้นที่แนวกันชนอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยืนยันว่าสิ่งที่ทำในวันนี้เป็นการปฏิบัติตามมติครม.ตั้งแต่ปี 2520 และ 2535 
      
“ในส่วนของ 3 กลุ่มแรก เราต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว กลุ่มที่ 5 เป็นพื้นที่ของทหารใช้ซ้อมรบ ส่วนกลุ่มที่ทุกคนเป็นห่วงคือกลุ่มที่ 4 ที่เกี่ยวกับรีสอร์ทต่างๆ เราจับหมดแน่นอน เพราะขณะนี้เป็นคดีอยู่ เราไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์เพื่อให้กลุ่มทุนได้ทำรีสอร์ท แต่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายของกรมป่าไม้ป่า ในการนำพื้นที่ของรัฐตามเดิม แต่เป็นพื้นที่ของส.ป.ก. ซึ่งผมเข้าใจที่หลายคนอาจจะดูเพียงแค่การสัมภาษณ์หรือพาดหัวข่าว ที่บอกว่าเราตัดป่าไปแสนกว่าไร่ แต่ความเป็นจริงคือเราเอากลับคืนมามากกว่า 90,000 ไร่ ซึ่งกระจายไปยังสามกลุ่มแรก ที่ต้องปฏิบัติตามมติของครม.“ นายสุชาติ กล่าว
     
ส่วนกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ์ นายสุชาติ กล่าวว่า ในกลุ่มที่ 4 ที่มีประชาชนบางท่านอยู่มาก่อนตั้งแต่ปี 2540 กว่าๆ เราได้ให้กรมอุทยานฯไปพิสูจน์สิทธิ์ประมาณ 6 เดือน แต่ย้ำว่ายังไม่ใช่การยกหรือตัดให้ ส่วนกลุ่มที่  1 , 2 , 3 และ 5 ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ให้คณะคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ นำเข้าสู่การพิจารณาของครม. พร้อมทั้งมีความเห็นแนบท้ายว่าหน่วยส.ป.ก. คณะกรรมการและหน่วยงานที่จะมีกรมป่าไม้เข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยพิจารณาสิทธิ์ ต้องร่วมออกความเห็นออกมาเป็นรายแปลง
      
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีกำชับตน ว่าต้องให้ความเป็นธรรมในเรื่องของประชาชนที่ยากจนจริงๆ และอยู่ในพื้นที่มาก่อนมีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน และต้องให้ความเห็นใจกับกลุ่มอนุรักษ์หรือเอ็นจีโอด้วย ซึ่งเราเป็นเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ตรงกลาง แต่หากไม่ทำก็จะเกิดการตกค้าง และทำไม่เสร็จสักที แต่ถือว่าโชคดีที่เราทำการปรับปรุงแผนที่แนวที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อเร็วๆนี้ทำให้นำมาใช้พิสูจน์ได้
     
“ผมอยู่ตรงกลาง แต่ถ้าไม่ทำก็เห็นใจชาวบ้าน ส่วนเรื่องกฎหมายคงไม่มีใครกล้าหยิบมาทำเพราะไม่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ต้องฟ้อง แต่เมื่อเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเขาฟ้องร้องเรา เราก็ต้องยอมรับเพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองหรือครอบครัว ซึ่งผมไม่มีซักหนึ่งตารางวา แต่ผมทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้ ซึ่งเป็นเป็นไปตามนโยบายของนายกฯ“ นายสุชาติ กล่าว

Leave a comment