
เปิดทีมไทย-กลไก UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. ‘สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย’ ชุดเจรจา
วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.25 น.
เปิดทีมไทย-กลไก UNCLOS ดึง 2 อดีตปธ.ศาลทะเลโลกเป็นกมธ. ‘สีหศักดิ์-ทูตทรงชัย’ ชุดเจรจา
หลังยกเลิก MOU 2544 ในที่สุดไทยและกัมพูชาก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่กลไกการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ หรือ Compulsory Conciliation เป็นกระบวนการที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 5 หมวด 2 ของ UNCLOS หรือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล
ซึ่งกระบวนการเริ่มจาก กัมพูชาในฐานะผู้ร้อง จะต้องส่งหนังสือแจ้งการริเริ่มกระบวนพิจารณาอย่างเป็นทางการมายังรัฐบาลไทย และสำเนาถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อหนังสือนี้ถูกส่งออกไป มาตรา 11 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้อย่างเด็ดขาดว่า รัฐภาคีผู้ถูกร้อง “มีพันธกรณีที่จะต้องยอมรับกระบวนพิจารณาดังกล่าว”
โดยการดำเนินการตามกลไกนี้ จะมีคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญอิสระจำนวน 5 คน ประกอบด้วย กรรมาธิการแต่งตั้งจากรัฐผู้ร้อง และรัฐผู้ถูกร้อง ฝ่ายละ 2 คน จากนั้นกรรมาธิการทั้ง 4 คนที่ได้รับการแต่งตั้ง จะร่วมกันคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญคนที่ 5 จากประเทศที่สาม เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ
ซึ่งในส่วนนี้ รัฐบาลไทย โดยมติครม. ได้เสนอตั้ง Judge Albert Hoffmann ชาวแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum ชาวเยอรมัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคน เป็นกรรมาธิการ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดี ทั้งคู่เป็นอดีตประธานศาลทะเลระหว่างประเทศอยู่แล้ว ถือว่าเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์
ส่วนทีมของฝ่ายไทยที่เป็นผู้เจรจา ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวตรองหัวหน้า
ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนิการ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ทางคณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และข้อเสนอแนะส่งให้แก่เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการส่งต่อให้แก่รัฐภาคีคู่พิพาททั้งสองฝ่ายโดยทันที เพื่อให้รัฐภาคีทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจาทำข้อตกลงกันบนพื้นฐานของรายงานฉบับนั้น
อย่างไรก็ตามมีคำถามที่น่าสนใจคือ รายงานของคณะกรรมาธิการการประนอมข้อพิพาทนี้ มีอำนาจบังคับให้ประเทศไทยต้องกระทำตามหรือไม่?
คำตอบคือ แม้บทบัญญัติในมาตรา 7 วรรค 2 ของภาคผนวกที่ 5 ระบุไว้ว่า “รายงานของคณะกรรมาธิการ รวมถึงข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะในรายงานนั้น จะต้องไม่มีผลผูกพันรัฐภาคี” แต่ในแง่ของความชอบธรรม รายงานดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์สูงในการกดดันให้รัฐภาคีต้องปฏิบัติตาม