ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

ปชป.แฉจัดซื้อจัดจ้างกทม. 4 หมื่นโครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง สงสัยซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

ปชป.เปิดข้อมูล ส่องรัฐ แฉโครงการจัดซื้อจัดจ้าง กทม. กว่า 4 หมื่นโครงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินรวมกว่า 1.3 หมื่นล. พร้อมตั้งข้อสงสัยการซอยงานต่ำกว่า 5 แสน เลี่ยงประมูล ด้าน อนุชา ย้ำไม่ใช่การกล่าวหา แต่เปิดข้อมูลให้สังคมร่วมตรวจสอบความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม. ภายใต้การบริหารของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดี กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขัน และมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ ที่มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบราคาและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเหมาะสม

นางการดี กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักงานการแพทย์ วงเงินระดับ 4,000 ล้านบาท ที่ดำเนินการด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยพบว่าราคาที่ชนะการประมูลอยู่ที่ 3,996.998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99.5% ของราคากลาง ขณะที่ผู้ยื่นเสนอราคาสองรายมีส่วนต่างกันเพียง 1 ล้านบาท หรือประมาณ 0.025% เท่านั้น จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมของกระบวนการดังกล่าว

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว

นายอนุชา ระบุว่า แม้ กทม. จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงาน และบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูกเปิดเผยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาเผยแพร่ ไม่ได้มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่ามีการกระทำผิด แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นายอนุชา กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและมีสิทธิรับรู้ข้อมูลดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีหน่วยงานใดชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดก็ตาม

“สิ่งที่เราพยายามทำ ไม่ใช่การแฉใคร แต่ต้องการให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลและร่วมกันพิจารณาว่า พฤติกรรมหรือรูปแบบการบริหารจัดการเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ ควรเกิดขึ้นในหน่วยงานราชการหรือไม่” นายอนุชา กล่าว

พร้อมกันนี้ นายอนุชา ยังขอให้สังคมลดอคติทางการเมือง และพิจารณาข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าตัวบุคคล โดยเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของภาครัฐ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการของประเทศไทยในภาพรวม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติในอนาคต

ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคกำลังรวบรวมข้อมูลการทุจริตต่างๆ และหลังจากได้ความชัดเจนเพียงพอแล้ว จะมีการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการตรวจสอบต่อไป 

Leave a comment