ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

17 มิ.ย. 2569 11:17 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ขอทรัมป์ เดินหน้าการทูต สางปัญหาเกาหลีเหนือ นำพาสันติภาพสู่คาบสมุทรเกาหลี

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาผลักดันการแก้ไขปัญหาเกาหลีเหนือด้วยแนวทางสันติวิธี โดยหวังให้สหรัฐฯ ใช้การทูตลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การพูดคุยดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการพบปะสั้น ๆ ของผู้นำทั้งสองประเทศ ระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ จี 7 เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ระหว่างการถ่ายภาพร่วมของผู้นำ จี 7 ทรัมป์ได้สอบถามอี แจ-มยอง ถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือในขณะนี้

ด้านผู้นำเกาหลีใต้ได้ขอให้ทรัมป์เป็นผู้นำความพยายามทางการทูต เพื่อคลี่คลายปัญหาเกาหลีเหนืออย่างสันติ เช่นเดียวกับบทบาทที่ทรัมป์พยายามผลักดันในการยุติสงครามในตะวันออกกลาง

โฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คัง ยู-จอง ระบุว่า ทรัมป์ตอบว่าเขาจะพยายามเดินหน้าจัดการปัญหาเกาหลีเหนือ

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีเผชิญความตึงเครียด หลังเกาหลีเหนือยังคงพัฒนาโครงการอาวุธ และมีความขัดแย้งด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค

ที่ผ่านมา ทรัมป์เคยพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ถึง 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์เมื่อปี 2018 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือพบกันอย่างเป็นทางการ

ทั้งสองฝ่ายยังเคยพบกันอีกครั้งที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2019 และมีการพบปะกันบริเวณเขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปีเดียวกัน

แม้การเจรจาในอดีตยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ หรือการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ได้ แต่ทรัมป์เคยส่งสัญญาณหลายครั้งว่า ต้องการกลับมาเปิดช่องทางเจรจากับคิม จอง อึนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า เขารอคอยที่จะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือในเวลาที่เหมาะสม และล่าสุดยังโพสต์ภาพคู่กับคิม จอง อึน บนแพลตฟอร์ม Truth Social ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ทางการทูตในอดีต.

ที่มา : channelnewsasia

Leave a comment