
18 มิ.ย. 2569 14:17 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”
เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน แสดงทัศนะเชิงบวก มั่นใจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่สร้างโอกาสใหม่จนแรงงานมนุษย์ไม่พอใช้ สวนทางกับสถิติเลิกจ้างทั่วโลกที่พุ่งสูงเพราะ AI พร้อมเผยวิสัยทัศน์ดันโปรเจกต์ยลู ออริจิน พามนุษย์ไปตั้งรกรากถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อย้ายอุตสาหกรรมก่อมลพิษออกจากโลก
นายเจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน และบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานนิทรรศการเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป “VivaTech” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาได้แสดงมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมปฏิเสธความกังวลของสังคมที่กลัวว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ครั้งใหญ่
เบซอสระบุว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่ในทางกลับกัน มันจะเข้ามาช่วยทลายขีดจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ ของมนุษย์ จนนำไปสู่ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล “ผมรู้ว่ามีความกังวลมากมายจากผู้คน รวมถึงคนฉลาด ๆ หลายคน ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์และทำให้เรากลายเป็นสิ่งล้าหลัง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้เลยสิ้นเชิง ผมคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว AI กำลังจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานต่างหาก”
คำกล่าวของเบซอสจัดว่าสวนกระแสกับความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีรายงานจาก Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า เฉพาะในเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ มีการประกาศเลิกจ้างงานสูงถึง 97,006 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องมาจาก AI สูงถึง 40% นอกจากนี้ แม้แต่บริษัทแอมะซอนของเบซอสเอง ก็เพิ่งปรับลดพนักงานประจำสำนักงานไปกว่า 30,000 ตำแหน่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยแอนดี แจสซี ซีอีโอคนปัจจุบันของแอมะซอน ก็เคยยอมรับว่าระบบอัตโนมัติและ AI คือสาเหตุที่ทำให้ต้องลดคน
ความเห็นของเบซอสยังขัดแย้งกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและเทคโนโลยีรายอื่น ๆ เช่น นายริชี ซูนัค อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของไมโครซอฟท์ และบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic ที่เพิ่งออกมาเตือนว่า AI กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับสมาพันธ์แรงงานสหราชอาณาจักร (TUC) ที่เตือนว่า AI อาจซ้ำรอยภัยพิบัติยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น แต่คนงานถูกลดคุณค่าหรือถูกแย่งงาน
ในการปรากฏตัวครั้งนี้ เบซอสยังได้พูดถึง “Prometheus” สตาร์ตอัป AI ตัวใหม่ของเขาที่มุ่งเน้นการเร่งกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงอัปเดตความคืบหน้าของ “บลู ออริจิน” บริษัทเทคโนโลยีอวกาศคู่แข่งของสเปซเอ็กซ์ โดยเขาได้ฉายภาพในการพาโลกกลับคืนสู่สภาพบริสุทธิ์เหมือนยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยการย้ายอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษทั้งหมดออกไปอยู่นอกโลก
เบซอสเน้นย้ำว่า ดวงจันทร์คือจุดเริ่มต้นที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษยชาติในการขยายถิ่นฐาน โดยเขากล่าวว่า “เรากำลังจะไปดวงจันทร์เพื่อตั้งรกรากถาวร ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว” และหวังจะใช้เทคโนโลยีอย่างการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรบนดวงจันทร์ให้เป็นเชื้อเพลิงจรวด
ด้านเดฟ ลิมป์ ซีอีโอของบลู ออริจิน ซึ่งขึ้นเวทีร่วมกัน ได้เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเร่งซ่อมแซมฐานปล่อยจรวด “นิว เกลนน์” (New Glenn) ในรัฐฟลอริดา หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงระหว่างการทดสอบภาคพื้นดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ได้รับความเสียหาย และคาดว่าจะกลับมาเริ่มปล่อยจรวดได้อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ อีลอน มัสก์ ที่เพิ่งนำบริษัทสเปซเอ็กซ์เข้าสู่ตลาดหุ้นและมีแผนสร้างเมืองบนดาวอังคารเช่นกัน
นอกเหนือจากไฮไลต์ของเจฟฟ์ เบซอสแล้ว ภายในงาน VivaTech ปีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแชตบอตในจอคอมพิวเตอร์ เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่าน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์”
โดยไฮไลต์เด่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงาน คือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree ที่จับมือกับ HABS บริษัทเทคโนโลยีประสาท-AI ของฝรั่งเศส นำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์สามารถออกคำสั่งควบคุมหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวได้ผ่าน “สัญญาณความคิดในสมอง” โดยตรง โดยไม่ต้องใช้คำพูด เพียงแค่สวมสายรัดศีรษะที่มีระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพอนาคตที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ในภาคการแพทย์ การผลิต และการบริการอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้.