หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูทิ้งปมย้ายผู้ว่าภูเก็ต โลกคือละคร ฉากสุดท้ายตายทุกคน อดีตสว.ฉะลดกระแส

“อนุทิน” บอก “โลกคือละคร” ฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร หลังถูกถามย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ปัดอวยยศ “รองซีฟู้ด” หลังเด้งไปนั่ง “รองพ่อเมืองนครศรีฯ” ด้าน’สุรเดช’ซัดย้าย ผวจ.-รองผวจ.แค่ลดกระแส ไม่ได้แก้ปัญหาภูเก็ต ชง ใช้ตร.ส่วนกลางลงไปปราบ

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 08.15 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง อาศัยจังหวะสถานการณ์เพื่อวางคนของระบอบสีน้ำเงิน โดยนายกฯ ทวนคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ละครฉากหนึ่ง“ ก่อนระบุว่าต่อว่า โลกคือละครฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร

เมื่อถามต่อว่า มีเสียงสะท้อนกรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่คนในพื้นที่เสียดาย เพราะ ได้วางระบบการป้องกันน้ำท่วม แต่เมื่อใกล้จะถึงฤดูน้ำท่วม กลับถูกย้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เราไม่ผูกติดกับตัวบุคคลนี่คือการบริหารราชการแผ่นดินบริหารประเทศ ใครมาใครไปสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือประชาชน และประเทศต้องได้ประโยชน์ เรามีการพิจารณาไตร่ตรองตามลำดับขั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบสนองนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ใครทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถ้ายังไม่ผิดกฎหมาย ตัวท่านเองก็ยังทรงสิทธิ์ไว้ในการพิจารณาโยกย้ายไปในตำแหน่งที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม

ส่วนกรณีที่มีการมองว่าการย้ายนายธีระพงศ์ ช่วยชู อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กลับไปจังหวัดบ้านเกิด เป็นการอวยยศมากกว่าการลงโทษ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปถามดูว่าอวยหรือเปล่า พร้อมยืนยันว่า “ไม่มี นึกภาพออกไหมครับ“

วัยเดียวกันนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาใน จ.ภูเก็ต ว่า การโยกย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต และรองผู้ว่าฯภูเก็ต เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด การโยกย้าย 2 รองผู้ว่าฯที่มีข่าวความขัดแย้งกันและถูกเชื่อมโยงกับหลายเรื่องใน จ.ภูเก็ต ไปจังหวัดอื่น โดยคนหนึ่งไปที่ จ.นครศรีธรรมราช อีกคนไปสงขลา มันไม่ใช่การลงโทษ ในกระทรวงมหาดไทยรู้ดีว่า 2 จังหวัดดังกล่าวถูกจัดเป็นเกรดเอเหมือนกับ จ.ภูเก็ต และมีขนาดใหญ่กว่า มีผลประโยชน์มหาศาลไม่ต่างกับจังหวัดเดิม และเจตนาต้องการแค่ลดกระแสเท่านั้น ส่วนผู้ว่าฯที่ถูกโยกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการตอกย้ำข่าวลือเรื่องการขู่ย้ายผู้ว่าฯ ว่ามีมูล ในเมื่อผู้ว่าฯคนเก่าทำงานดี จนรองผู้ว่าฯไม่พอใจเพราะไปขัดขวางหลายการกระทำ เหตุใดจึงไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อแก้ปัญหา

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องมีการถ่วงดุลอำนาจส่วนราชการในจังหวัดด้วย การจัดการแบบนี้ต้องใช้ตำรวจส่วนกลาง เริ่มต้นต้องหาข้อมูล รัฐบาลรู้ดีว่า ใครเป็นคนเรียกค่าคุ้มครอง ใครเป็นหัวหน้า โยงกับนอมินีต่างชาติกลุ่มไหน ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ยาก โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว รู้ว่าใครเป็นใคร และควรเอา จ.ภูเก็ต เป็นโมเดลในการจัดการผู้มีอิทธิพล ต้องมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบ เช่น กองปราบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ การมีตำรวจส่วนกลางเข้าไปจะทำให้ตำรวจและข้าราชการในพื้นที่ตื่นตัว กลัว จะไม่กล้าไปรับส่วย ทุกอย่างต้องระมัดระวัง ตำรวจกองปราบไปได้ทั่วประเทศ มีอำนาจตามกฎหมายและจับกุมได้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องถือหุ้นแทนนอมินีต่างชาติ ทุนเทานั้น ปัจจุบันพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายเกี่ยวกับนอมินี ค่อนข้างแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 – 1,000,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 – 50,000 บาท ดังนั้น ถ้าเราบังคับใช้จริงจัง นอมินีจะเบาบางลง แต่รัฐบาลต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย

‘อยากให้นายกฯและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่จบแค่ลงพื้นที่ ไม่ใช่แค่มอบหมายงานรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่โยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ แต่ลงไปแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ปัญหาได้ถูกแก้ไขและน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด’นายสุรเดช ระบุ

Leave a comment