
1.6พันล.คุ้มค่า สส.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี
วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
1.6พันล.คุ้มค่า สว.โผล่หนุนTH-AI ปัดตั้งธงอุ้มรัฐมนตรี
“นพ.อลงกต” หนุนเดินหน้า TH-AI Passport ชี้งบ 1.6 พันล้านคุ้มค่า ลงทุนพัฒนาคน-ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ยันรัฐจ่ายตามใช้จริง เตรียมเชิญทุกฝ่ายแจง TOR สัปดาห์หน้า ด้าน พท.จ่อปรับแนวทางเลือกส.ส.ร.หลังศาล รธน.บอกปชช.เลือกได้ มั่นใจยื่นทันวันพิจารณาแก้รธน. “อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต” สู้กลับ เดินเกมยื่นฟ้อง “อธิบดีปกครอง” ผิด ม.157 ปมไลน์ช่วยสีน้ำเงินด้วย
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นพ.อลงกต มณีกาศ ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยถึง โครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ว่า จากการลงพื้นที่พบปะนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการค้าออนไลน์ในจังหวัดนครพนม พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้งานสูงมากและอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อแพ็กเกจ AI ระดับ Proของเอกชนที่มีราคาสูงถึงเดือนละ 200-300 บาท และสร้างโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง
นพ.อลงกตกล่าวว่า ประชาชนตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงจำกัดสิทธิ์โครงการนี้ไว้เพียง 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าเป็นลักษณะโครงการนำร่อง หากเปรียบเทียบงบประมาณ 1,600 ล้านบาท กับการก่อสร้างถนนหนึ่งเส้น ถือว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณน้อยมาก แต่ผลลัพธ์คือการลงทุนเพื่อพัฒนาคนและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กต่างจังหวัดมีศักยภาพเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ภาคการศึกษาหรือการค้าออนไลน์ แต่แทรกซึมไปในทุกภาคส่วน เช่น ภาคการเกษตร ภาคแรงงาน รวมถึงภาคการแพทย์ที่ใช้AI ในการอ่านฟิล์มเอกซเรย์, CT Scan
และ MRI ถ้าคนไทยไม่รู้เท่าทันจะตกรุ่นและเสียโอกาสทันที
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาในร่าง TOR ที่ระบุค่าบริการไม่เกิน27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งแตกต่างจากราคาตลาดนั้น ประธาน กมธ.ดีอีเอสกล่าวว่า เงื่อนไขระบุชัดเจนว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินให้เฉพาะกรณีที่มีการเปิดใช้งานจริงเท่านั้น สิทธิ์ใดที่ไม่มีการใช้งานรัฐก็ไม่ต้องเสียเงิน ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการไม่มีการตั้งธงหรือเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดอย่างแน่นอน
เชิญมาชี้แจง20มิ.ย.
ประธาน กมธ.ดีอีเอส กล่าวต่อว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ คณะอนุกรรมาธิการจะเชิญผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการAI ภาคเอกชนกว่า 30 ท่าน มาร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแพ็กเกจต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่ในวันที่ 25 มิ.ย. และจะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือปลัดกระทรวงฯเข้ามาชี้แจงรายละเอียด ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการเห็นว่าควรเดินหน้าโครงการต่อเพื่อประโยชน์ของประชาชน และรัฐมนตรีดีอี ยืนยันชัดเจนว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่า TOR หรือสัญญาผิดกฎหมายพร้อมจะยกเลิกทันที แต่หากถูกต้องตามระเบียบราชการก็จะเดินหน้าต่อไป เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาส เชื่อว่าสัปดาห์หน้าจะเกิดความชัดเจนอย่างแน่นอน
พท.ปรับแนวทางเลือกสสร.
นายกฤช เอื้อวงศ์ กรรมการบริหารพรรคและฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และฝ่ายค้านเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% ทางพรรคเพื่อไทยจะปรับแก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้โมเดลเลือกตั้งส.ส.ร. 100% หรือไม่ว่า ทางผู้บริหารของพรรคจะนัดกันหารือในวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยตามเจตนาแรกนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด โดยให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ และตีความว่าการตั้งส.ส.ร.โดยตรงไม่สามารถทำได้ แล้วไปออกแบบให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทำให้บางพรรคถอนชื่อออก ก็ทำให้เกิดความกังวล เราก็มาคุยกันและทำการปรับรูปแบบ แต่พอทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้าไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้ข้อสรุปออกมาว่าการเลือกตั้งส.ส.ร.จากประชาชนสามารถทำได้นั้น ทางผู้บริหารพรรคก็จะต้องเอาทั้งหมดมาคุยกันอีกครั้ง ว่าตกลงเราจะปรับเปลี่ยนในสัดส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญของเราอย่างไร
คาดใช้เวลาไม่มาก
เมื่อถามว่าแนวทางจะปรับให้มี ส.ส.ร.จากประชาชนเต็มรูปแบบเลยหรือไม่ นายกฤช กล่าวว่า เราก็เดินหน้าแต่ด้วยเสียงของพรรคเพื่อไทย ยื่นโดยลำพังไม่ได้ เราก็ต้องไปขอเสียงจากพรรคอื่น เพราะเรามีเพียง 74 เสียง ขาดอีก 26 เสียง แต่เรื่องจำนวนของเสียงตนมองว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่หลักการสำคัญของตัวร่างมากกว่า ว่าจะไปในแนวทางใด ซึ่งจะปรับแก้อย่างไรนั้นก็อยู่ที่มติของกรรมการบริหารพรรค และมองว่าหากได้ข้อยุติเร็ว ก็จะสามารถบรรจุร่างแก้ไขเข้าไปทันตามที่วิป 3 ฝ่ายประเมินว่าจะประชุมร่วมรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในวันที่ 7 และ 8 ก.ค. เพราะการปรับเปลี่ยนร่างไม่ได้ใช้เวลามาก
ช่วยสีน้ำเงินด้วยไม่จบง่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายจากกรณีไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ได้ยื่นฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้บังคับบัญชา ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยเนื้อความในคำฟ้องระบุว่า นายนฤชา เป็นอธิบดีกรมการปกครอง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขณะที่พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และมีระเบียบห้ามสำคัญไว้ในระยะเวลาที่มีการรับสมัครเลือกตั้ง ต้องไม่แสดงออกโดยตรง หรือโดยปริยายช่วยเหลือผู้สมัครเลือกตั้งใด และวางตัวเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ แต่หลังการประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยให้รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและข้อมูลการเลือกตั้งในจ.ภูเก็ต
ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 20.46 น. โจทก์ได้รายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา และเพิ่มเพื่อนในไลน์บัญชี อธิบดีนฤชา ที่ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ 092-xxx-xxxx และได้รายงานข้อมูลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด และได้ส่งสำเนารายงานสถานการณ์เลือกตั้ง ในวันที่ 9 มกราคม 2569 ต่อมาวันเดียวกัน เวลา 08.05 น.นายนฤชา ส่งข้อความผ่านไลน์ ระบุคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งรู้กันดีว่าน้ำเงินหมายถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่งจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่ได้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ใช้กลไกราชการไม่ถูกต้อง
ถือเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ฝ่ายปกครองใช้อำนาจหน้าที่หรือกลไกราชการเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองอันขัดกับหลักการความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบ
การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งซึ่งโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งแม้พรรคการเมืองที่ขอให้ช่วยจะแพ้เลือกตั้ง แต่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบราชการแล้ว และหลังเลือกตั้ง จำเลยมีพฤติการณ์ตอบโต้ กลั่นแกล้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบ สั่งย้ายไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ทำหน้าที่ยึดผืนป่าริมหาด 65 ไร่ ดำเนินคดี 23 คดี แต่กลับถูกกลั่นแกล้ง สร้างข้อกล่าวหาเรื่องการร้องเรียนของสถานบันเทิง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
คนร้ายยิงที่ทำการภท.
เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยพ.ต.อ.ณัฐชนน เกิดก่อ รอง ผบก.ภ.จว.สฎ.รรท. ผกก.สภ.เสวียด, พ.ต.ท.เชาวรัตน์ ใจห้าว รอง ผกก.ป.สภ.เสวียด เข้าตรวจสอบที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย หมู่ 6 ต.เสวียด อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานของ นายพิชัย ชมพูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย และเป็นคณะกรรมาธิการการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ป้ายที่ทำการและตัวอาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า คนร้ายได้ใช้ปืนขนาด 9 มม. มีปลอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุ จำนวน 13 ปลอก
เบื้องต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.20 น. ซึ่งที่ทำการพักได้เปิดทำการแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งอยู่ภายในตัวอาคาร คนร้ายขับรถเก๋ง สีดำ ทะเบียน 8กศ 9917 กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอด เป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายเจอนายวรรณกร ชูศรี กำนันตำบลเสวียด ซึ่งเดินออกกำลังกายอยู่หน้าที่ทำการ และได้ถามหา สส.พิชัย แต่เมื่อได้รับคำตอบว่า สส.พิชัยยังไม่เข้ามายังที่ทำการ คนร้ายจึงหันกลับไปใช้อาวุธปืนยิงใส่ป้ายที่ทำการและตัวอาคารก่อนจะขับหลบหนีไป
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เจ้าหน้าที่ทราบตัวคนร้ายแล้วโดยพบว่าเป็นข้าราชการตำรวจ ยศร้อยตำรวจเอกซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีสภาวะจิตไม่สมบูรณ์และมีอาวุธปืน